posttoday
ใคร? ทำให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้

ใคร? ทำให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้

23 มีนาคม 2558

โดย...อุเทน ชาติภิญโญ

โดย...อุเทน ชาติภิญโญ

เฝ้าติดตามผลงานของแม่น้ำ 5 สาย ที่ขะมักเขม้นช่วยกันเข็นโรดแมปที่ คสช.วางไว้ว่า “จะทำตามสัญญา ใช้เวลาอีกไม่นาน” ตามเนื้อเพลงที่ขับกล่อมคนไทยมานานหลายเดือน มาถึงวันนี้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกได้เขียนเสร็จแล้ว เวลานี้ก็เข้าสู่ช่วงโปรโมทผลงานกันยกใหญ่

ก็เห็นคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ และทีมงาน เที่ยวเดินสายพรีเซนต์ผลงานไปทั่ว แต่ตามประสาคนหวังดี ก็ยังเห็นว่ามีหลายประเด็นตงิดติดใจ และก็คิดเหมือนใครหลายคนว่า ถ้ายึดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ.ยกร่างฯ นี้ เชื่อว่าสุดท้ายก็มีปัญหาแน่ อนาคตประเทศไทยก็ยังมืดมนและวุ่นวายกันต่อไปแน่

ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังออกมาก็เหมือนพยายามประดิดประดอยหากรรมวิธีแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง แต่จริงๆ แล้วเป็นการวางเงื่อนไขเพื่อสนองตอบโจทย์ที่ตัวเองปั้นแต่งขึ้นเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน คือการที่ คสช.และองคาพยพพยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนดี ขันอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายไปมากกว่านี้

เมื่อวางโพซิชั่นว่าตัวเองเป็น “คนดี” แล้ว คนอื่นก็ต้องเลวไปหมด ใครที่ไม่ใช่พวกก็ต้องเป็น “ผู้ร้าย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเหล่านักการเมืองที่ถูกวางโพซิชั่นว่าเป็น “ผู้ร้าย” หาความดีไม่ได้แม้แต่น้อย เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเอง แต่ช่วงหลังเมื่อได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ พูดบ่อยขึ้น ทั้งการสัมภาษณ์รายวัน หรือในรายการคืนวันศุกร์ที่ยิ่งพูดยิ่งยาว ก็ย้ำหลายทีว่า รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไร้ผลงาน สู้ผลงานรัฐบาล คสช.ไม่ได้เลย รวมไปถึงที่ผ่านๆ มา พวกนักการเมืองสร้างปัญหาไว้มากมายเหลือเกิน

เรื่องนี้ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ คิดไม่ถูก ที่จะมาตั้งแง่กับบรรดานักการเมืองมากเกินไป เพราะถ้าไล่เรียงคนที่มีส่วนทำให้บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ และเปิดทางให้ คสช.เข้ามายึดอำนาจ ก็ต้องโทษภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งข้าราชการ เครือข่ายตุลาการ หรือแม้แต่ประชาชน ที่ทั้งร่วมสร้างปัญหา และยอมให้ภาคส่วนอื่นสร้างปัญหา โดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลย

จริงอยู่ฝ่ายการเมืองมีส่วนพอสมควรที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง แต่ฝ่ายการเมืองที่ว่าก็ไม่ใช่เฉพาะขั้วตรงข้าม คสช.เท่านั้น ยังมีพวกที่ฝังตัวอยู่ในสังคมการเมืองกลุ่มอื่นด้วยที่มีส่วนสุมไฟสร้างความขัดแย้ง และหลายคนก็ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ดึงเป็นมือไม้ในการทำงาน

ถามว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่ คสช.มองว่ามีปัญหานั้น มีคนที่มีส่วนร่วมปลุกปั้นรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับที่ว่า คสช.ดึงไปใช้งานกี่คน และจุดยืนในวันนี้ของคนกลุ่มนี้กับอดีตแตกต่างกันอย่างไร ไม่ต้องมองอื่นไกลอย่าง คุณบวรศักดิ์ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ รอบนี้ เคยร่วมเขียนรัฐธรรมนูญปี 2540 ไว้ทางหนึ่ง มาวันนี้กลับมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ไว้อีกแนวทางหนึ่ง

จากคนที่เคยคิดว่าประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่มาวันนี้กลับเอาวิธีเลือกตั้งผสมปนเปกับการลากตั้งกันจนมั่วไปหมด แล้วก็มาบอกว่านี่แหละคือประชาธิปไตยที่เหมาะกับคนไทย

ดูง่ายๆ จากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ว่ากันว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ซึ่งคุณบวรศักดิ์นั่งเป็นเลขาฯ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้ที่มาของ สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน 200 คน

มาวันนี้ เมื่อคุณบวรศักดิ์คนเดียวกันนี้ มาเป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯ ได้กลับลำความคิด 360 องศา ให้ สว.มาจากลากตั้งทั้ง 100% โดยประชาชนคนไทยไม่มีสิทธิที่จะได้เลือกตัวแทนของตัวเองเลยทั้งหมด 200 ตำแหน่ง และเมื่อดูสัดส่วนที่มาของว่าที่ สว.ก็ยิ่งน่าวิตกไปกันใหญ่ เมื่อเปิดทางให้ไปขุดเอาบรรดาอดีตนายกฯ อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานศาลฎีกา ให้โควตากลุ่มนี้ถึง 10 ที่นั่ง หรือพวกบิ๊กข้าราชการ ทั้งปลัดกระทรวง หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ก็มีโควตาอีกหลายสิบที่นั่ง

ที่มาของ สว.ว่าพิลึกพิลั่นแล้ว อำนาจก็ไม่ธรรมดา ยิ่งพิสดารไปกันใหญ่ ทั้งการเห็นชอบบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรี รวมไปถึงอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งที่ สว.มาจากการแต่งตั้งกลับให้อำนาจไปถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน “ทำไมถึงใหญ่จัง”

จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะตั้งแง่ว่านี่คือสูตรสำเร็จของการสืบทอดอำนาจของ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะพูดปาวๆ ว่าตัวเองไม่เอาแล้ว ผมพอแล้ว แต่อยากให้หันดูคนรอบข้างว่ามีท่าทีอย่างไรกับเรื่องการสืบทอดอำนาจ แค่มีบทเฉพาะกาลต่อการรับหรือมีตำแหน่งก็ร้องโวยวาย

นี่ยังไม่รวมพวกสภา สมัชชา คณะกรรมการอะไรต่างๆ นานา ที่ถูกยัดทะนานเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่มาที่ไปไม่ชัดเจน แต่มีอำนาจครอบจักรวาลมากๆ

เคยบอกไปแล้วว่า สำหรับประเทศไทยควรจะมีประชาธิปไตยแบบไทยๆ การจะเอาสูตรเลือกตั้งจากประเทศนั้นประเทศนี้มาคงไม่ตรงกับบริบทและสภาพความเป็นจริงของเราเอง การนำหรือมองว่าสูตรนั้นสูตรนี้ดีเหมาะกับเรา สู้ให้ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดสูตรนั้นสูตรนี้เข้าไปเหมือนกับประเทศเป็นห้องทดลอง ผู้มีอำนาจควรตระหนักว่าประชาชน “คิดเองได้” ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนคุณก็มีหน้าที่กำกับดูแลกลไกของภาครัฐให้ขับเคลื่อนไป โดยยึดหลักคุณธรรมและยุติธรรม โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการต้องทำงานให้คุ้มกับภาษีของประชาชนก็เพียงพอ

ผมเคยเสนอถึงวิธีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ของประชาชนไทยในเรื่องประชาธิปไตย ด้วยการทำให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเลือกตั้งให้มากที่สุด เริ่มแรกต้องจัดให้มีการเลือกตั้งบ่อยครั้งขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ 4 ปี ก็ให้เหลือเพียง 2 ปีต่อสมัย เพื่อให้ประชาชนคิดมากๆ คิดบ่อยๆ เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินใจโดยอิทธิพลของโฆษณาชวนเชื่อ หรือการพูดกรอกหูเหมือนที่ผ่านมา ในทางกลับกัน นักการเมืองก็ต้องยกระดับตัวเองขึ้น จะไปตั้งหน้าตั้งตาซื้อเสียง ก็ต้องดูว่า 2 ปีในตำแหน่งคุ้มค่าหรือไม่ และเมื่อประชาชนคิดบ่อยๆ มีแนวโน้มในการคิดเป็น-คิดได้แล้ว ก็ค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญขยายเวลาของแต่ละสมัยให้มากขึ้น 3 ปี 4 ปี หรือ 5 ปี ก็ว่ากันไป

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ประเด็นคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็น สส.หรือสังกัดพรรคการเมือง ถือหลักการว่า ผู้ที่จะเป็นนายกฯ ต้องได้รับคัดเลือกจาก สส.เท่ากับได้รับเลือกจากประชาชนโดยปริยาย ตรงนี้ผมมองว่าไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลย ซ้ำยังเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้เกิดปัญหาในอนาคตด้วย

คิดเล่นๆ หากมีนายทุน หรือผู้มีอิทธิพล ใช้วิธีการใดก็ได้ทั้งให้ผลประโยชน์ หรือใช้กำลังบังคับ รวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรได้ก็เข้ามาเป็นนายกฯ ได้เลย โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าประชาชนจะคิดอย่างไร ไม่มีการตรวจสอบคัดกรองคุณสมบัติ หรือมีผลงานใดๆ เป็นที่ยอมรับ

นี่หรือที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง แต่คนที่จะมาเป็นนายกฯ กลับไม่มีการยึดโยงจากประชาชนแม้แต่น้อย

วันนี้ คสช.มีอำนาจในมือแล้ว ก็ควรคิดถึงอนาคตของประเทศอย่างที่พูดไว้ อย่าตีฝีปาก เล่านิยายสยองขวัญว่า อนาคตจะมีวิกฤตอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจ หรือปูทางให้มีนายกฯ ที่ประชาชนไม่ยอมรับลอยมาจากไหนก็ไม่รู้ ยังโล่งใจอยู่หน่อยที่คุณบวรศักดิ์บอกว่าร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกยังสามารถแก้ไขได้อยู่ ก็หวังว่าผู้ที่กลั่นกรองในขั้นตอนต่อมาจะปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ไม่ใช่ยึดตามใบสั่ง หรือพิมพ์เขียวที่ถูกกำหนดมา

และที่สำคัญฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า อย่าคิดว่าประเทศนี้เป็นของพวกคุณเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เกรงใจพวกเราบ้าง

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก