
สปช.ด่านแรก ศึกหนักกมธ.ยกร่างรธน.
ยังไม่ทันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เวอร์ชั่นแรกเสร็จสมบูรณ์ดี ปรากฏว่า“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ยังไม่ทันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เวอร์ชั่นแรกเสร็จสมบูรณ์ดี ปรากฏว่า“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะ ก็โดนคลื่นสึนามิการเมืองถล่มแบบไม่ลืมหูลืมตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคการเมืองสองพรรคทั้ง “ประชาธิปัตย์” และ “เพื่อไทย”
จะว่าไปแล้วด้านหนึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากนักกับท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมือง เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตามเนื้อหาที่คณะกมธ.ยกร่างฯ กำหนดทั้งหมด จะนำไปสู่การสั่นคลอนอำนาจของฝ่ายการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่ 1 จำนวน สส.ที่หายไป จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้มี สส.500 คน แบ่งเป็น ระบบแบ่งเขต 375 คน บัญชีรายชื่อ 125 คน แต่ระบบใหม่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ลดจำนวนสส.ลงเหลือเพียง 450-470 คน แบ่งเป็นระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 250 คน และ 200-220 คน
ไม่เพียงเท่านี้ การนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมมาใช้ ซึ่งกำหนดให้พรรคการเมืองได้จำนวน สส.ทั้งสองระบบไม่เกินกว่าสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้พรรคการเมืองมีโอกาสได้จำนวน สส.น้อยลงตามไปด้วย
ส่วนที่ 2 ลดอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ว่าพรรคการเมืองใดในภายภาคหน้าจะได้เสียงข้างมากและเข้ามาเป็นรัฐบาล ไม่มีทางที่จะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเหมือนในอดีตที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญได้ตัดอำนาจที่มีอยู่เดิมออกไปหลายส่วน
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่ต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา จากเดิมที่เป็นอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรี หรือการให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเสนอแต่งตั้งหรือโยกย้ายปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวงต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดิมทีเป็นสิทธิขาดของคณะรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์
ส่วนที่ 3 การบริหารกิจการพรรคที่ตึงตัวมากขึ้น คณะ กมธ.ยกร่างฯ วางหลักการให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินการของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายการเมืองจะยอมรับได้ เนื่องจากเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เช่นเดียวกับการไม่เห็นด้วยกับการกำหนดกระบวนการหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งหรือภาคก่อนการพิจารณาส่งผู้สมัคร สส.ด้วย เพราะจะสร้างความขัดแย้งภายในพรรค อันมีสาเหตุมาจากการที่แต่ละคนต้องทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะในการหยั่งเสียง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ของฝ่ายการเมืองอาจยังไม่เป็นปัญหากับคณะ กมธ.ยกร่างฯมากเท่ากับท่าทีที่มาจาก “คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.” ของ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์”
ภาวะการกินแหนงแคลงใจระหว่าง “กมธ.ยกร่างฯ” กับ “กมธ.ปฏิรูปการเมือง” มีมานานพอสมควรแล้ว นับตั้งแต่การขัดแย้งทางความคิดในเรื่องการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี
กมธ.ปฏิรูปการเมือง มีจุดยืนสนับสนุนการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้ฝ่ายบริหารแยกขาดจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ กมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าจะไปเพิ่มอำนาจให้กับนายกรัฐมนตรีมากเกินไปและนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา จึงเห็นว่านายกฯควรมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร
นับจากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ระหว่างสองคณะ กมธ.ก็เริ่มห่างเหิน หนำซ้ำ กมธ.ปฏิรูปการเมืองยังคิดในทางกลับกันด้วยว่าข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองที่เสนอออกมา ไม่ค่อยได้รับการตอบสนองจาก
คณะ กมธ.ยกร่างฯ มากนัก
ดังนั้น ในการประชุม สปช.เพื่อให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกในระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. ทางคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เตรียมจะใช้เวทีนี้เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจคณะ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อสร้างแรงกดดันให้บวรศักดิ์แก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในบางประเด็น
สำหรับประเด็นที่คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเตรียมอภิปรายนอกเหนือไปจากเรื่องการให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.แล้วยังมีอีก 2-3 ประเด็น
เช่น การไม่ให้ สว.ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งทางตรง เพราะการเลือกตั้ง สว.ทางอ้อมไม่มีความยึดโยงกับประชาชน การกำหนดให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้สมัคร สส. ซึ่งในเรื่อง กมธ.ปฏิรูปการเมืองมองว่าจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ สส. ตั้งกลุ่มตั้งก๊วนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อต่อรองกับรัฐบาล หรือแม้แต่การเพิ่มองค์กรทางการเมืองทั้งในรูปแบบสมัชชาและคณะกรรมการอีกเป็นจำนวนมาก เป็นต้น
โดย กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะไปประชุมกันนอกสถานที่่ที่ จ.ชลบุรี ในช่วงวันที่26-27 มี.ค. เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในสภาช่วงเดือน เม.ย. และการนำเสนอประเด็นที่จะขอแก้ไขต่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ
แต่กระนั้นใช่ว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะไม่สนใจท่าทีของคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสียทีเดียว เพราะในบางเรื่องคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็เตรียมทางถอย อย่างกระแสเรียกร้องให้มี สว.จากการเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ 1 คน ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาเช่นกัน
ที่สุดแล้วต่อให้ทั้งสองฝ่ายในสภาจะมีความเห็นแตกต่างกันอย่างสุดขั้วอย่างไร แต่มีความเป็นไปได้ยากที่ สปช.จะลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเดือน ก.ค. เพราะนั่นเท่ากับว่าทั้งคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.จะต้องปิดตัวลง ซึ่งเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน
ดังนั้น ศึกครั้งนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน สปช.ไปได้ด้วยความทุลักทุเลและเสียงที่ไม่เป็นเอกฉันท์ย่อมเป็นเหตุให้ฝ่ายการเมืองใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต







