
เงินทุนเคลื่อนย้ายระลอกใหม่จาก ECB ...นัยต่อภูมิภาคเอเชีย
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศในกลุ่มยูโรได้เริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล
โดย...วรันธร ภู่ทอง ธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศในกลุ่มยูโรได้เริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล ภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Quantitative Easing : QE) ครั้งสำคัญของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตามที่ได้ประกาศไปในช่วงต้นปี
โดยมีวงเงินเข้าซื้อรวมประมาณ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน จนถึงเดือน ก.ย. 2559 เป็นอย่างน้อย ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 1.1 ล้านล้านยูโร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอและลดความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
การเข้าซื้อพันธบัตรครั้งแรกในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี สะท้อนจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศในกลุ่มยูโรที่ปรับดีขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับลดลงมาก
จึงเป็นที่น่าสนใจว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามายังตลาดประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets : EM) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่มีมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณของธนาคารกลางสหรัฐมากน้อยเพียงใด
หากวิเคราะห์ปัจจัยที่ผลักให้มีเงินทุนไหลออกจากยุโรป (Push factor) พบว่า มาตรการของ ECB ในครั้งนี้น่าจะส่งผลให้สภาพคล่องในกลุ่มยูโรสูงขึ้นมากกว่าการดำเนินนโยบายครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา เนื่องจากมีมูลค่าการเข้าซื้อรวมที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่าจะทำให้ขนาดงบดุลของ ECB เพิ่มขึ้นไปสูงถึง 3 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางอังกฤษ
นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility Rate) ที่อยู่ในระดับติดลบ และการกำหนดเงื่อนไขของ ECB ที่จะเข้าซื้อพันธบัตรในอัตราผลตอบแทนที่ติดลบได้ แต่ต้องสูงกว่าอัตรา Deposit Facility Rate ทำให้คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่นำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์กลับไปฝากที่ ECB มากนัก และจะมีสภาพคล่องไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงมากขึ้นกว่าในช่วงที่มีมาตรการ LTROs ก่อนหน้า
ทั้งนี้ ECB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับ ECB เป็นร้อยละ -0.1 ในเดือน มิ.ย. 2557 และเป็นร้อยละ -0.2 ในเดือน ก.ย. 2557
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่ทำให้เงินทุนไหลออกเพิ่มเติม ได้แก่ 1) การปล่อยสินเชื่อภายในกลุ่มประเทศยูโรอาจทำได้ไม่มาก แม้สภาพคล่องในระบบการเงินจะสูงขึ้น กอปรกับฐานะการเงินของ ธนาคารพาณิชย์ปรับดีขึ้นกว่าช่วงวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในช่วงทยอยปรับลดหนี้ (Deleveraging) และยังมีภาระหนี้ที่สูง อีกทั้งความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเงินในกรีซ ความต้องการสินเชื่อจึงอาจยังมีจำกัด ทำให้ธนาคารพาณิชย์อาจปรับพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ทั้งในและนอกกลุ่มยูโร
2) การลงทุนในตลาดทุนของกลุ่มยูโรมีข้อจำกัด จากตลาดทุนที่ยังเล็กเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ อีกทั้งราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันค่อนข้างแพงแล้ว โดยอัตราส่วนของราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E ratio) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง และอัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะผลักดันให้มีเงินทุนไหลออกเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
3) ผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลของประเทศในกลุ่มยูโรเป็นนักลงทุนต่างชาติมากกว่าครึ่ง การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลตามมาตรการของ ECB น่าจะทำให้นักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรยูโรและนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลออกด้วย
ทั้งนี้ เงินทุนไหลออกจากยุโรปที่มากขึ้นจะไปที่ใดนั้นจะขึ้นอยู่กับ (1) ช่องทางของการเคลื่อนย้ายของเงินทุน และ (2) ปัจจัยดึงดูด (Pull factor) ของภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (EM Asia) โดยช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนในยุโรปไปลงทุนตลาดทุนนั้น ที่ผ่านมาพบว่าเงินลงทุนจากยุโรปที่ไหลเข้ามาลงทุนใน EM Asia มีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ไหลไปยังตลาดประเทศพัฒนา (AE)
นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวต่อเนื่องรวมทั้งผลตอบแทนในหลักทรัพย์ในตลาด AE ที่โน้มสูงขึ้นและสูงกว่า EM (ทั้งในรูปสกุลเงินท้องถิ่นหรือในรูปเหรียญสหรัฐ) ทำให้คาดได้ว่า ในระยะต่อไปเงินทุนส่วนใหญ่ยังจะไหลไปยังตลาดทุน AE และมายัง EM Asia ไม่มากเท่ากับในช่วงการทำ QE ของสหรัฐ
ส่วนช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภาคธนาคารของยุโรป คาดว่าจะมีแนวโน้มไหลออกไปยังตลาด AE และประเทศตลาดเกิดใหม่ในยุโรปเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมาสัดส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายภาคธนาคารที่ไปยัง 2 กลุ่มประเทศนี้มีมากกว่าร้อยละ 80 ขณะที่เงินทุนไหลเข้ามาใน EM Asia มีเพียงร้อยละ 3.6
อย่างไรก็ดี ปัจจัยดึงดูดของตลาด EM Asia ยังคงมีอยู่ ได้แก่ พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอลงบ้าง แต่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้คาดว่าจะมีเงินทุนในส่วนของภาคธนาคารไหลเข้ามายัง EM Asia มากขึ้นบ้าง
ดังนั้น ประเทศในภูมิภาคเอเชียคงต้องเตรียมตัวรับมือความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะเกิดขึ้นในระลอกใหม่นี้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศใน EM Asia ได้มีมาตรการในด้านต่างๆ ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบและเป็นเกราะป้องกันความไม่สมดุลที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อในภูมิภาคได้ในระดับหนึ่ง
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย







