
สหรัฐเปิดศึกค่าเงิน กดดอลลาร์อ่อน อุ้มส่งออก
ในที่สุดผลการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ในที่สุดผลการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ที่ทุกฝ่ายรอคอยก็ได้รับการเปิดเผยออกมา และเป็นไปตามการคาดการณ์ว่า ที่ประชุมจะเลิกใช้คำว่า “อดทน (Patient)” ในถ้อยแถลงที่ระบุถึงนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์กลับมีถ้อยแถลงที่อยู่เหนือความคาดหมายด้วยเช่นกัน คือการปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อลง เพราะก่อนหน้านั้นนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะยกเลิกใช้คำว่าอดทน ก็เพราะสหรัฐมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแล้ว
การปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจ จึงมีนัยสำคัญว่าเฟดยังไม่เชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจ และจะนำไปสู่การชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในที่สุด โดยแทนที่จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย. อาจกลายเป็นการปรับขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของไตรมาส 3 หรือช้ากว่านั้น
ถ้อยแถลงของเฟดทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกระแสของทิศทางเงินทุนโดยทันที จากเดิมที่เงินทุนเริ่มไหลกลับไปสู่สหรัฐตามการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย กลับกลายเป็นว่าทุนเริ่มไหลกลับสู่ตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้สกุลเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นทันที นำโดยสกุลเงินวอนของเกาหลีใต้ที่แข็งค่าขึ้น 1.5% ไปอยู่ที่ 1,112.93 วอน/เหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าตามเวลากรุงโซล ซึ่งถือเป็นการทะยานที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2011
เช่นเดียวกัน สกุลเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียปรับตัวสูงขึ้น 1.2% สกุลเงินเหรียญไต้หวันแข็งขึ้น 0.7 และสกุลเงินหยวนแข็งค่าขึ้น 0.42 ไปอยู่ที่ 6.2036 หยวน/เหรียญสหรัฐ
ขณะที่สกุลเงินสหรัฐแทบจะเป็นสกุลเงินเดียวที่อ่อนค่าลงทันทีถึง 1.2% ไปอยู่ที่ 119.80 เยน/เหรียญสหรัฐ ในวันดังกล่าว
แถลงการณ์ของเฟดจึงตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากสหรัฐกำลังกรีฑาทัพเข้าสู่สมรภูมิค่าเงินที่กำลังดุเดือด
สงครามค่าเงินที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ปะทุขึ้นหลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มข้น ทั้งมาตรการดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์และการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลกลุ่มยูโรโซน
ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเป็นอย่างมากจนใกล้มาถึงจุด 1 ยูโร/1 เหรียญสหรัฐ และเกิดภาวะทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จนดันให้ค่าเงินอื่นๆ แข็งค่าขึ้น
กรณีดังกล่าวยังเป็นแรงกดดันให้บรรดาธนาคารกลางหลายชาติต้องโอนอ่อนผ่อนคลายนโยบายทางการเงินตามไปด้วย เพื่อปกป้องอัตราแลกเปลี่ยน
ยืนยันได้จากกรณีที่ทั้งจีนและอินเดียต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในระยะเวลาไม่นานหลังจากที่อีซีบีประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
การแข่งขันกันกดดันให้สกุลเงินของตนอ่อนค่าลงถือว่าสร้างความเสียหายต่อสหรัฐไม่น้อยทีเดียว เพราะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น อย่างรวดเร็วถึง 14% ในเวลาเพียงแค่ 6 เดือนที่ผ่านมา
ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามากเกินไป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะบ่อนทำลายสภาพเศรษฐกิจเมืองลุงแซมที่กำลังฟื้นตัว เพราะทำให้การส่งออกของสหรัฐมีศักยภาพในการแข่งขันด้อยลง
“ยืนยันได้จากมูลค่าการส่งออกที่ปรับตัวลดลงทุกเดือนนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จากในเดือน ต.ค. ที่ราว 1.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ต.ค. ลงมาอยู่ที่ราว 1.96 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน พ.ย. และ 1.95 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ธ.ค. และ 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐในที่สุด เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
แม้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวเช่นนี้ “การส่งออก” จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากตลาดภายในยังคงอ่อนแอนั่นเอง
ผลกระทบจากเงินแข็งค่ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะท่ามกลางภาวะราคาพลังงานที่ถูกลง ย่อมทำให้สภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่มีเงินเฟ้อต่ำอยู่แล้วที่ 1.3% สุ่มเสี่ยงที่จะถลำลึกสู่ภาวะเงินฝืด
ขณะเดียวกัน ปรากฏเริ่มมีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ออกไปลงทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศ ให้ทางการสหรัฐออกมาตรการจัดการกับค่าเงินที่แข็งค่าเกินไป เนื่องจากทำให้สัดส่วนกำไรที่ส่งกลับมายังแผ่นดินแม่ต้องลดลงตามไปด้วย
อาทิ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พี แอนด์ จี) ที่ประกาศปรับลดยอดขายลง 4% และปรับลดกำไรลง 31% หรือเท่ากับ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไมโครซอฟท์และไฟเซอร์ก็เผชิญกับภาวะขาดทุน
ดังนั้น เฟดจึงต้องพยายามกดดันให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างแน่นอน เพื่อลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ โดยมีดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการควบคุมการไหลของทิศทางของทุนโลก
แกรี เซจีโอ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ของแอตแลนตา ทรัสต์ กรุ๊ป ในบอสตัน ตั้งข้อสังเกตว่าครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกๆ ที่เฟดแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินสหรัฐ เพราะเฟดแทบไม่เคยระบุประเด็นดังกล่าวเลยในแถลงการณ์ที่ผ่านมา โดยเฟดระบุว่า “อัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญต่อการส่งออกและอัตราเงินเฟ้อ”
แถลงการณ์ล่าสุด จึงมีนัยว่าเฟดกำลังเฝ้าจับตาอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด และระวังไม่ให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจนฉุดการขยายตัวของเงินเฟ้อที่เฟดตั้งเป้าไว้ที่ 2%
ทั้งนี้ อิทธิพลทางการเงินของสหรัฐ ทำให้เฟดสามารถใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการควบคุมทิศทางการไหลของทุนโลก โดยหากสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยก็จะทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สหรัฐ แต่หากสหรัฐยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ ก็จะทำให้ทุนอยู่ในทิศทางขาออก ไปหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังเชื่อการอ่อนค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะมีขึ้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น และค่าเงินจะกลับไปแข็งค่าอีกครั้งในช่วงที่สหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว
ถ้อยแถลงของเฟด จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่าขณะนี้สหรัฐกำลังตอบโต้ผลกระทบจากสงครามค่าเงินโลก ซึ่งกรณีที่มหาอำนาจทางการเงินโลกดำเนินนโยบายเช่นนี้ก็จะทำให้สงครามค่าเงินยิ่งเพิ่มดีกรีความดุเดือดร้อนแรงขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ความเสียหายหลักๆ จากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวหนีไม่พ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแห่งนี้ เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับความผันผวนของทุนไหลเข้าแล้ว ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนลงยังส่งผลเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกอีกด้วย และกลายเป็นขวากหนามต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด







