
วินาศกรรมทำเหตุ ลูกค้าประกันสนั่นเมือง
8...ทีมข่าวการเงิน
6เดือนแรกของปีนี้กำลังจะผ่านไป แต่ในวงการประกันภัยหลายกรณียังไม่อาจสรุปความเสียหายได้เสร็จสิ้น
โดยปีนี้ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์
“เพลิงไหม้” ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่มาตั้งแต่ต้นปีตามมาด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่มีการเผาย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค. นำมาซึ่งความเสียหายครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปความเสียหายและชดเชยค่าสินไหมทดแทน
ล่าสุดเพลิงผลาญโรงงานศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จังหวัดชลบุรี ที่จะต้องเดินหน้าตรวจหาต้นตอความเสียหายต่อไป
มูลค่าความเสียหายจากการถูกไฟไหม้ เมื่อตีเป็นวงเงินถือว่าสูง เพราะเป็น
“ภัยขนาดใหญ่” ไม่เพียงสูญเสียทรัพย์สินแต่ยังกระทบชีวิตคนจำนวนมากก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่าเหตุการณ์ชุลมุนและเผาเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงถือเป็นภัยก่อการร้าย
หากธุรกิจใดไม่ได้ซื้อไว้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง!!!
เมื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความเสียหายจากการชุมนุม พบว่ามีเพียงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โรงแรมดุสิตธานี ธนาคารกรุงเทพ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อในการเผาเมืองครั้งนี้เท่านั้นที่มีการทำประกันภัยก่อการร้ายไว้
ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่ประเทศไทย สรุปว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองถึง 16 บริษัท ซึ่งยังไม่สรุปความเสียหายได้เช่นกัน
โดยห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่ได้รับความเสียหาย 100% ซื้อความคุ้มครองความเสียหายด้านทรัพย์สิน 3,500 ล้านบาท กับบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย และประกันธุรกิจหยุดชะงัก 6,147 ล้านบาท กับบริษัท เทเวศประกันภัย
ส่วนธนาคารกรุงเทพ ทางบริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า มีความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท
ธนาคารนครหลวงไทยเสียหาย 3 สาขา ธนาคารกสิกรไทยเสียหาย 1 สาขา
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ทำประกันภัยวงเงิน 1,400 ล้านบาท ไว้กับบริษัท นวกิจประกันภัยและธนชาตประกันภัย แต่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการยิงอาวุธสงครามถูกตัวอาคารด้านห้องพักและบริเวณนอกอาคารชั้นล่าง รวมทั้งอาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีเพลิงไหม้
ขณะที่เหตุการณ์ไฟไหม้ร้านอาหารคุ้มขันโตก เรือนไม้สักขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ถูกไฟเผาวอดไปมูลค่าเฉียด 1,000 ล้านบาท แต่มีการทำประกันภัยไว้ประมาณ 100 ล้านบาท กับบริษัทกรุงไทยพาณิชย์ประกันภัย อยู่ระหว่างการพิสูจน์หลักฐาน
ส่วนกรณี โรงงานศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ที่ชลบุรี ถูกไฟไหม้เสียหายเกือบ 100% และเป็นบริษัทที่ทำประกันภัยครอบคลุมมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่จำนวน 3,000 ล้านบาท กับบริษัทเมืองไทยประกันภัย ซึ่งกรณีนี้ไม่มีปัญหาคาดว่าจะสรุปและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เป็นกระแสตามมาคือ ความตื่นตัวของกลุ่มธุรกิจ อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงงาน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โกดังสินค้า โรงพยาบาล ธนาคาร โชว์รูม คลินิก และร้านค้า ที่หันมาทำประกันภัยกันมากขึ้น หลังจากเห็นความเสียหายที่ไม่อาจวางใจได้ เหมือนการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ล่าสุดกรณีบริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง ซึ่งมีกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เตรียมซื้อประกันภัยก่อการร้ายและประกันจลาจล ให้บริษัทในกลุ่มทั้งหมดที่อยู่ในประเทศและอีก 16 ประเทศทั่วโลก หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสี่ยง
หรืออย่างกรณีของร้านค้าย่านสยามสแควร์และแยกราชประสงค์หลายแห่ง เริ่มสนใจที่จะทำประกันภัยจลาจลและก่อการร้ายพ่วงเข้ามาด้วย จากเดิมที่มีเพียงประกันอัคคีภัยอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ทาง คปภ. และบริษัทประกันวินาศภัย ยืนยันว่าจะไม่ทำให้ราคาเบี้ยประกันอัคคีภัยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หากจะมีการปรับขึ้นก็อยู่ในช่วงที่ คปภ. กำหนดไว้ ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.15% ของทุนประกันภัย ประชาชนสบายใจได้
อีกด้านหนึ่ง ในขณะนี้อาคารหลายแห่งทำประกันภัยไว้ แต่ไม่ได้ระบุประเภทการก่อการร้ายหรือจลาจล เป็นช่องให้บริษัทประกันเลี่ยงการชดใช้ค่าเสียหาย จนสร้างความกังวลให้แก่ธุรกิจ
แหล่งข่าวจากสมาคมนายหน้าประกันภัย ระบุว่า ลูกค้าตัวเองส่วนใหญ่มีประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด หรือ IAR แต่ไม่มีประกันภัยก่อการร้าย ทำให้บริษัทประกันปฏิเสธที่จะจ่ายสินไหม เนื่องจากรัฐบาลประกาศว่าเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้มีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่
อย่างไรก็ดี สมาคมนายหน้าประกันภัยมั่นใจว่าความเสียหายรวม 751 กรมธรรม์ ไม่เข้าข่ายภัยก่อการร้ายทั้งหมด เพราะถ้าซื้อประกันผ่านนายหน้าประกันภัยจะได้รับการเสนอกรมธรรม์ที่ครอบคลุมความเสี่ยงภัยทุกชนิด ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองกรณีไฟไหม้ การโจรกรรม การปล้นสะดม ความเสียหายที่เกิดจากเจตนาร้าย การนัดหยุดงาน การจลาจล เช่น ตู้เอทีเอ็มถูกทำลายและขโมยเงินไป โดยคนเพียง 2 คน ในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตราชประสงค์ หรือไฟไหม้โดยที่ไม่ได้มีหลักฐานว่ามีผู้ก่อการร้ายเป็นผู้กระทำ
แม้ก่อนหน้านี้บริษัทประกันตกลงจะช่วยเหลือลูกค้าในย่านใจกลางเมือง ด้วยการจ่าย สินไหมการุณ ในอัตราไม่เกิน 10% ของทุนประกัน แต่สมาคมนายหน้าประกันภัยเห็นว่าลูกค้าที่เสียหายยังไม่ควรรับเงินก้อนนี้
“
หลายเหตุการณ์ไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย แต่เข้าข่ายการปล้นสะดม ความคึกคะนองของคนไม่กี่คน การฉวยโอกาส จะเข้าข่ายเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ต้องได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงิน แทนที่จะรับแค่ 3 หมื่นบาท หรือ 5 หมื่นบาท มั่นใจว่าหากมีการนำคดีขึ้นศาลและพิสูจน์ตามหลักประกันภัยสากล ลูกค้ามีโอกาสสูงในการชนะคดี”แหล่งข่าวระบุว่า แม้รัฐบาลจะประกาศว่ามีการก่อการร้ายจริง แต่ไม่ได้บอกว่าทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากการก่อการร้าย ดังนั้นการที่ คปภ. เหมารวมว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากการก่อการร้ายนั้นไม่ถูกต้อง จะทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่น่าเชื่อถือกับธุรกิจประกันภัยไทย ซึ่งเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับบริษัทประกันภัย
ขณะนี้รัฐบาลกำลังส่งคดีไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อตีความว่าเป็นการก่อการร้ายหรือไม่ ฉะนั้นยังต้องรอให้ดีเอสไอสรุปออกมาก่อน
ไม่เฉพาะนายหน้าประกันภัยเท่านั้นที่มองประเด็นนี้ บริษัทประกันวินาศภัยก็ได้ให้ความสำคัญกับเกณฑ์ประกันภัยสากลเช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ชมรมสินไหมในชุดของคณะอนุกรรมการทรัพย์สินกำลังนำหลักการสากลมาใช้ในการพิจารณาเรื่องเวลาที่ลูกค้าได้รับความเสียหาย สถานที่ของทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ รูปแบบของภัยที่เกิดขึ้น เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังมีการประกาศยุติการชุมนุม และรัฐบาลประกาศว่ายึดคืนพื้นที่ได้แล้ว
การที่บริษัทประกันภัย ยังไม่ปฏิบัติตามคำขอร้องของคปภ.ให้เร่งจ่ายสินไหมการุณ ให้กับผู้เดือดร้อนจากความไม่สงบทางการเมือง และ มีการนำหลักเกณฑ์ประกันภัยสากลมาใช้ จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เต็มที่ ดังนี้
1.โดยหากลูกค้าที่ซื้อประกันภัย IAR ไว้ หากพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ไม่ใช่เกิดจากภัยก่อการร้ายจะได้รับเงินชดเชยเต็มที่ เช่น ซื้อความคุ้มครองไว้ 20 ล้านบาท ก็จะได้รับชดเชย 20 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 5 หมื่นบาท หรือ 3 หมื่นบาท
อีกทั้งบริษัทประกันวินาศภัยจะได้รับความน่าเชื่อถือในแง่ความเป็นมืออาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะถ้าปฏิบัติถูกต้องตามเกณฑ์สากลสามารถที่จะไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยต่างประเทศได้ 100%
แต่ข้อเสียคือ จะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงออกไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ถ้าเฉพาะลูกค้าที่ซื้อประกันอัคคีภัยสามารถจ่ายสินไหมการุณได้ทันที เพราะความคุ้มครองไม่ซับซ้อน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผลจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ทั้งจากภาวะปกติและความไม่สงบทางการเมือง ยังไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ประกอบการหันมาซื้อประกันอัคคีภัยและประกันภัยก่อการร้ายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน แต่จะทำให้เกิดการตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมากกว่า
“
ประชาชนยังขาดความเข้าใจในประโยชน์ของประกันภัย และมองว่าเป็นภาระในการจ่ายเบี้ยประกันภัย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดบ่อย และไม่ได้กระจายไปทั่วพื้นที่ของประเทศไทย” แหล่งข่าวระบุจะมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จะหันมาซื้อประกันที่คุ้มครองความเสี่ยงครอบคลุมทุกชนิด ขณะที่อัตราเบี้ยประกันภัยก่อการร้ายจะค่อยๆ ปรับลดลง เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นและความสงบเริ่มเข้ามาแทนที่







