
วันอวสานของขยะ
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติไม่มีสิ่งใดเป็นขยะ ทุกอย่างล้วนกลับคืนสู่ระบบ ถ้าต้องการสร้างความยั่งยืนอย่างจริงจัง เริ่มต้นที่ขยะ” และเรื่องขยะนี้สำคัญขนาดไหน คนระดับนายกรัฐมนตรีจึงพูดต่อสาธารณชนหลายครั้งแล้ว
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติไม่มีสิ่งใดเป็นขยะ ทุกอย่างล้วนกลับคืนสู่ระบบ ถ้าต้องการสร้างความยั่งยืนอย่างจริงจัง เริ่มต้นที่ขยะ” และเรื่องขยะนี้สำคัญขนาดไหน คนระดับนายกรัฐมนตรีจึงพูดต่อสาธารณชนหลายครั้งแล้ว
ขยะเริ่มสะสมมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ที่เน้นผลิตสินค้าจำนวนมาก เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยถูกลง การผลิตจึงเป็นต้นทางของการเกิดขยะ และกระบวนการผลิตก็ทำให้เกิดขยะระหว่างทางอีกด้วยในอัตรา 1:70 ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ผู้บริโภคชอบของใหม่ ยิ่งเร่งให้สินค้ามีวงจรชีวิตที่สั้นลง ทั้งอายุการใช้งานและความนิยม ล่าสุดทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมากถึง 54 ล้านตัน/ปี (คนละ 20 กก./ปี)
กลับมาบ้านเรา ตัวเลขจากกรมควบคุมมลพิษเมื่อปี 2556 ประเทศไทยมีขยะ 26.7 ล้านตัน (ขนาดเท่ากับตึกใบหยก จำนวน 40 ตึก) กำจัดได้อย่างถูกต้อง 7.2 ล้านตัน กำจัดไม่ถูกต้อง 6.9 ล้านตัน นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 5 ล้านตัน เหลือตกค้างอีก 7.6 ล้านตัน เฉพาะใน กทม.มีขยะเกิดขึ้น 1 หมื่นตันต่อวัน (เฉลี่ยขยะ 1 กก./วัน/คน) พัทยาในเทศกาลวันไหลจากปกติมีวันละ 350 ตัน จะเพิ่มอีกวันละ 30 ตัน เรามีบ่อขยะที่จัดการถูกต้องเพียง 266 แห่ง แต่ที่ไม่ถูกต้องมีมากถึง 2,046 ปัญหาใหญ่คือขยะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มเป็นพิษและอันตรายมากขึ้น
เรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน 3 เรื่อง คือ ขยะเริ่มที่บ้านเราทุกคน เราจะทำอะไรก็ได้ เพื่อให้ขยะออกไปให้ไกลจากบ้านของตัวเองให้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าขยะนั้นจะไปอยู่ปลายทางที่ไหน และขยะ 100% เป็นเศษอาหารหรือขยะเปียก 28% ที่เหลืออีก 72% เป็นขวดพลาสติก กระดาษ แก้ว เมื่อทิ้งรวมกันก็ทำให้ 72% นี้ เสียไปด้วย เพราะเครื่องจักรคัดแยกไม่ได้ จะเผาก็เจอความชื้นสูง สกปรก และปนเปื้อน ตรงนี้ถ้าจะให้แยกทิ้งขยะแต่ละบ้านก็แยกไม่เหมือนกันเพราะเข้าใจไม่ตรงกัน บางบ้านแบ่งเป็นขยะเปียก-แห้ง หรือเป็นขยะทั่วไป-นำกลับมาใช้ไม่ได้-ขยะพิษ และทุกบ้านจะมีถังขยะจุดละ 1 ใบเท่านั้น ไม่มีบ้านไหนมีถังขยะแบบแยกประเภทหรอก
แล้วใครที่เป็นคนแยกแยะขยะตัวจริง พนักงานที่มากับรถเก็บขยะ เมื่อเก็บขึ้นรถก็จะเทรวม แล้วแยกส่วนที่ขายได้ไว้ ส่วนที่ขายไม่ได้จะส่งโรงกำจัดขยะ หรือทิ้งฝังกลบตามกระบวนการต่อไป ดังนั้น การแยกขยะที่บ้านเราก็อาจเสียของ
เมื่อเห็นสาเหตุตรงกันแล้ว เราลองมาคุยถึงทางแก้โดยอาศัยการบริหารจัดการที่ลงรายละเอียดเป็นรูปธรรม ได้แก่
1.หลักคิดเดิมที่อมตะและยังต้องใช้ คือ Reduce Reuse Recycle ต้องลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น ซ่อมแซมยืดอายุการใช้งาน ถ้าไม่ใช้แล้วก็ส่งต่อหรือบริจาคให้ผู้ขาดแคลนต่อไป เจ้าของร้านสะดวกซื้อหรือตู้กด ATM ช่วยกันลดความยาวของ Slip หรือใบเสร็จรับเงิน แค่ลดใบละ 1 ซม. ใน 1 ปี จะประหยัดกระดาษได้ถึง 4,600 กม. และลดการตัดต้นไม้ได้มากถึง 4,000 ต้น/ปี เลิกใช้ตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้ง (ในจีนใช้ปีละ 4.5 หมื่นล้านคู่) หรือพกใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ล่าสุดใช้หลัก Upcycling เช่น นำแจ็กเกตหนังตัวเก่ามาทำเป็นกระเป๋าใบใหม่
2.ภาครัฐลงมือหารือกับผู้เกี่ยวข้องแล้วจัดแจกฟรีถุงขยะมาตรฐาน (แบบบางแต่เหนียวพอ มีสารย่อยสลายตัวเอง ทั้งขนาดและสีสันแตกต่างกัน เพื่อแยกขยะที่แบ่งเป็น 2.1 ขยะที่เผาได้ 2.2 เผาไม่ได้ (ขวดแก้วพลาสติก กระป๋องสเปรย์ และถ้ามีทั้งที่เผาได้และเผาไม่ได้ต้องถือว่าเป็นเผาไม่ได้) ส่วน 2.3 ขยะขนาดใหญ่ เช่น เครื่องไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ จักรยาน ต้องแจ้งให้หน่วยงานรัฐมาจัดเก็บ โดยช่วงแรกรัฐแจกฟรีก่อน ต่อๆ ไปค่อยขายในราคาถูกเพื่อสร้างนิสัยความเคยชิน เรื่องนี้ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก เพราะถือเป็นต้นทางและต้นทุนในการกำจัดขยะต่อไป ส่วนพื้นที่สาธารณะ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้า จะต้องตั้งถังขยะแบบแยกประเภท และติดป้ายบ่งบอกชนิดขยะที่จะทิ้งลงถังนั้นๆ ด้วย
3.สนับสนุนและเร่งรัดให้รัฐบาลสร้างโรงกำจัดขยะด้วยการเผาเป็นหลัก (เพราะไม่มีที่ดินสำหรับฝังกลบแล้ว และไม่มีใครอยากอยู่บ้านใกล้หลุมขยะด้วย) แล้วแปลงเป็นเชื้อเพลิงตามโรดแมปที่วางไว้แล้ว หรือการนำขยะไปถมลงทะเล ซึ่งเคยทำกันมาตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อนที่เมืองโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กแล้ว
4.ช่วยยกเลิกฉลากที่ระบุ “ควรบริโภคก่อน (Best Before)” ทั่วโลกผลิตอาหารปีละ 4,000 ล้านตัน แต่มีอาหารอย่างน้อย 1 ล้านตัน ถูกทิ้งโดยไม่ได้บริโภค เพราะกังวลกับฉลากที่ว่านี้ ซึ่งจริงๆ แม้บริโภคหลังวันที่กำหนดก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพียงแต่อาจมีลักษณะ สี หรือรสชาติเปลี่ยนไปบ้างเท่านั้น
ผมพูดจริงๆ ว่า การปรับเปลี่ยนความคุ้นชินที่เป็นนิสัยมานานแล้วย่อมเป็นเรื่องยาก น่าปวดหัว ต้องใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จได้ รัฐจึงต้องเป็นกลไกหลัก แม้ต้องใช้เงินจำนวนมาก ถือเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง รัฐลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา หรืออื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ลดความเหลื่มล้ำแล้ว เรื่องขยะจำเป็นต้องแก้ไขและป้องกัน อันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเราจะทิ้งขยะที่ไหน ขยะก็ยังอยู่บนโลกเราอยู่ดี ถ้าไม่ช่วยกันจัดการ วันหนึ่งขยะก็จะกลับมาหาเราแน่นอน







