
กมธ.ยกร่างเปิดทางตั้งคนนอกร่วมกมธ.ต่างประเทศ
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางตั้งผู้เชี่ยวชาญคนนอกร่วมกมธ.ต่างประเทศ ขณะที่การเงิน-การคลังเน้นหลักธรรมาภิบาล- เกิดประโยชน์ต่อปชช.-บ้านเมือง
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางตั้งผู้เชี่ยวชาญคนนอกร่วมกมธ.ต่างประเทศ ขณะที่การเงิน-การคลังเน้นหลักธรรมาภิบาล- เกิดประโยชน์ต่อปชช.-บ้านเมือง
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนพ.กระแส ชนะวงศ์ รองประธานกมธ.ยกร่างฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเป็นวาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา และบันทึกเจตนารมณ์ ได้พิจารณาผ่านบทบัญญัติที่ว่าด้วยมาตรา 193 การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ สมาชิกในที่ประชุมได้ทักท้วงต่อประเด็นการตั้งบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ เข้ามาเป็นกมธ.การต่างประเทศ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดเจนว่าให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมได้ ดังนั้น จึงอยากให้เขียนเปิดกว้างเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดังกล่าวเข้าเป็นกมธ.ต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม กมธ.ต่างประเทศได้เพิ่มเติมบทบัญญัติเข้าไป ให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน และกมธ.ชุดนี้เกิดขึ้นจาก 2 สภาร่วมกัน คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อให้เป็นกมธ.ประจำ ไม่ใช่ตั้งขึ้นเป็นครั้งคราว ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการอะไรเกี่ยวกับงานด้านต่างประเทศ ต้องส่งให้กมธ.ชุดนี้ดูก่อน
ส่วนการพิจารณาในหมวด 5 การคลังและงบประมาณ มีทั้งสิ้น 7 มาตรา ตั้งแต่มาตรา 199 ถึง มาตรา 205 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ คือ การบันทึกเจตนารมณ์ ของมาตรา 199 ว่าด้วยการดำเนินนโยบายการคลังและการงบประมาณของรัฐ ที่ต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หลักประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า หลักการรักษาวินัยทางการคลังและหลักความเป็นธรรม
ทั้งนี้ เป็นการวางหลักในการดำเนินนโยบายการคลังและงบประมาณที่ต้องคำนึงถึงความสมดุล ที่ต้องดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ คุ้มค่าและรักษาวินัยทางการคลังและความเป็นธรรม โดยหลักการดังกล่าวมีความหมายคลอบคลุมถึงสัดส่วนและความสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในท้องถิ่น ที่ต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหลักของการบริหารบ้านเมืองที่ดี
ขณะที่ มาตรา 205 ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำให้การใช้เงินแผ่นดินอันวิญญูชนเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยให้สิทธิผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนและสรุปสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณได้
ทั้งนี้ มีสมาชิกเห็นควรให้เขียนเจตนารมณ์ไว้ด้วยว่า ถือเป็นหลักการที่ลดดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งจากเดิมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินถือเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหาร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารสร้างความเสียหายให้กับเงินแผ่นดิน โดยมีการยกตัวอย่างคดีโครงการรับจำนำข้าวที่พบว่ารัฐบาลใช้ดุลพินิจโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดินได้
อย่างไรก็ดี มีสมาชิกขอให้กำหนดความหมายให้ชัดเจน ในคำว่า “วิญญูชน” ให้หมายถึง ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ และความรับผิดชอบอย่างมีเหตุผล ซึ่งอาจเป็นผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถใช้ดุลพินิจ ที่สามารถเล็งเห็นผลหรือคาดการณ์ได้ว่า การใช้เงินแผ่นดินนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
ทั้งนี้ มีผู้ที่ทักท้วงว่าการกำหนดความหมายดังกล่าวอาจจะทำให้ไม่ชัดเจนต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่ต้องการ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำหน้าที่โดยสุจริต รอบคอบ และมีความรับผิดชอบ หากไม่ทำหรือชักช้าที่จะทำ หรือทำแบบไม่ฟังผู้ใด สามารถนำเรื่องไปสู่ศาลได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรกำหนดไว้ในเจตนารมณ์ คือ วิธีการที่รัฐบาลต้องดำเนินการหากไม่ดำเนินการมีสิทธ์ที่บุคคลจะนำเรื่องไปฟ้องศาลได้ ก่อนที่ประชุมได้ข้อสรุป คือ ให้เป็นหลักการทั่วไปที่ไม่ต้องกำหนดไว้ในเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง ประเด็นความผิดวินัยการคลังและการงบประมาณถือเป็นคดีทางแพ่ง ไม่ใช่คดีทางอาญา ดังนั้น จึงควรเขียนเจตนารมณ์เป็นหลักทั่วไป







