
ประชามติ รธน. ของแสลง ‘บิ๊กตู่’
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีล่าสุดของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีต่อการปฏิรูปประเทศและการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“ยังไม่ตัดสินใจจะทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อน แต่ยืนยันจะไม่ทำให้การปฏิรูปประเทศเสียเปล่า จะขอตัดสินใจเมื่อถึงเวลาใกล้ๆ”คำตอบของนายกฯ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ภายหลังผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดทำประชามติ
จะว่าไปแล้ว กระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ดำเนินการจัดลงประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าจะเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้นมีขึ้นมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกาศใช้ แต่นายกฯ ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาพิจารณา
แต่เมื่อสถานการณ์ในปัจจุบันกับอดีตมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตรงที่ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเสร็จสมบูรณ์ไปกว่า 90% จนเห็นโครงสร้างการเมืองใหม่ของประเทศ และพร้อมให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อภิปรายรอบแรกได้ปลายเดือน เม.ย. ประกอบกับเนื้อหาบางส่วนในร่างรัฐธรรมนูญได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านพอสมควร
ดังนั้น ตามหลักการแล้วการทำประชามติจึงอาจเป็นการลดกระแสต่อต้านและสร้างเกราะคุ้มกันให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตซึ่งแม้แต่ตัวของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ถึงกับออกปากผ่านสื่อมวลชนว่าอยากให้เกิดการทำประชามติ
“ถ้าผมเป็นผู้มีอำนาจ ผมก็จะเสนอให้ประชาชนออกเสียงประชามติ แต่บังเอิญผมไม่ใช่ผู้มีอำนาจก็ต้องไปตาม คสช. คณะรัฐมนตรี เมื่อเวลาอันสมควร” คำพูดของ อ.บวรศักดิ์ ภายหลังเขียนร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นจำนวน 315 มาตรา ที่พัทยา จ.ชลบุรี เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
ทว่า มาถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยจะให้ความสนใจ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีการทำประชามติ โดยมีเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ
1.ผลได้ไม่คุ้มกับผลเสีย จริงอยู่ในเชิงหลักการ การทำประชามติจะเป็นเกราะคุ้มครองให้กับรัฐธรรมนูญเหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยคุ้มครองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับที่ต้องผ่านการทำประชามติก่อน แต่เชื่อว่าลึกๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่กล้าเสี่ยง
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นายกฯ ไม่กล้าลงทุนทำประชามติ คือ การยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึก
คงดูไม่ดีแน่ถ้านายกฯ ประกาศให้มีการจัดทำประชามติ แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลยังคงการใช้กฎอัยการศึกเอาไว้ ต้องไม่ลืมว่าหัวใจสำคัญของการทำประชามติอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น
โดยมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้จัดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายมาอภิปรายสนับสนุนความคิดเห็นของตัวเอง
แน่นอนว่าการแสดงความคิดเห็นจะดำเนินการได้สมบูรณ์ตามวิถีของประชาธิปไตยก็ต่อเมื่อปราศจากข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งการทลายอุปสรรคที่ว่านั้นหมายถึงการต้องยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อให้การทำประชามติเป็นไปอย่างสง่างาม แต่ในทางปฏิบัติและด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแล้วรัฐบาลคงไม่ยอมเลิกกฎอัยการศึก
2.ทำให้เกิดการยอมรับในทางปฏิบัติยาก ต้องยอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีทั้งข้อดีและข้อด้อย เพราะฉะนั้นการจะทำประชามติก็ควรมีวิธีการกำหนดคำถามให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ใช่ไปทำประชามติถามประชาชนแบบรวบหัวรวบหางครั้งเดียวเหมือนกับเมื่อปี 2550 ว่า “เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่”
หาก คสช.และรัฐบาลทำประชามติด้วยการยึดวิธีปฏิบัติแบบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดข้อครหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะไม่ต่างอะไรกับการบังคับให้ประชาชนต้องลงคะแนนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งๆ ที่ในส่วนลึกแล้วผู้มีสิทธิอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในบางมาตราเท่านั้น
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตัดปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ อาจมองว่าไม่ต้องทำประชามติเลยง่ายกว่า
3.ไม่อยากให้กระทบวันเลือกตั้ง จะเรียกได้ว่าเวลานี้ถนนการเมืองทุกสายพุ่งตรงไปที่สนามเลือกตั้งก็คงจะไม่ผิด ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เคยแสดงออกผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่าไม่อยากอยู่ในตำแหน่งนานเกินกว่าโรดแมปที่ตัวเองกำหนดว่าจะต้องให้มีการเลือกตั้งในช่วงเดือนปลายเดือน ก.พ.หรือต้น มี.ค. 2559
การทำประชามติจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องถูกยืดออกไปอย่างน้อยอีก 3 เดือน และยิ่งรัฐบาลอยู่ยาวมากขึ้นเท่าไหร เสียงวิจารณ์ก็จะมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย
เหนืออื่นใด ถ้าเกิดประชาชนลงคะแนนประชามติไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตรงนั้นย่อมหมายถึงการที่ประชาชนลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจ คสช.และรัฐบาลในทางอ้อมด้วย ส่งผลให้สถานะของแม่น้ำ 5 สายถูกสั่นคลอนไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกที่จะประคองตัวและบริหารราชการแผ่นดินไปตามสถานการณ์จนถึงวันพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง ดีกว่าพาตัวเองไปสู่ความเสี่ยงทางการเมือง







