
ทน...ไม่ทน
เกาะติดชนิดไม่ยอมกะพริบตากันเลยทีเดียว สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ) ซึ่งถ้านับเวลาตามบ้านเราก็น่าจะรู้ผลชัดเจนในช่วงเช้าของวันที่ 19 มี.ค.นี้ค่ะ
เกาะติดชนิดไม่ยอมกะพริบตากันเลยทีเดียว สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ) ซึ่งถ้านับเวลาตามบ้านเราก็น่าจะรู้ผลชัดเจนในช่วงเช้าของวันที่ 19 มี.ค.นี้ค่ะ
ส่วนประเด็นสำคัญที่ทำให้การประชุมเอฟโอเอ็มซีครั้งนี้น่าลุ้นน่าตามกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมานั้น ก็เห็นจะเป็นเพราะว่ามติของคณะกรรมการทั้งหลาย รวมถึงท่าทีของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน น่าจะบ่งชี้เงื่อนเวลาที่ชัดเจนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเฟดที่อยู่ระดับต่ำติดศูนย์ต่อเนื่องยาวนานหลายปี
แน่นอนค่ะว่า ตามสไตล์เฟด ย่อมไม่มีทางบอกกล่าวแบบตรงไปตรงมาหรอกค่ะว่าจะขึ้นเมื่อใด อย่างไร ทำให้เป็นหน้าที่ของเหล่ากูรูนักวิเคราะห์ทั้งหลายที่จะต้องหาทางตีความกันเอาเอง
คราวนี้กุญแจหลักของการตีความอยู่ที่สุนทรพจน์ของเยลเลนที่จะมีคำว่า “patient” (อดทน) หรือไม่
เนื่องจากถ้ามี ย่อมหมายความว่าเฟดจะยังรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจต่อไปอีกสักระยะ ทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ใดๆ อย่างน้อยก็จนกว่าจะผ่านพ้นเดือน มิ.ย. แต่ถ้าเฟดตัดคำว่า “อดทน” ทิ้งไป ก็จะเป็นภาพสะท้อนได้ว่าเฟดเชื่อมั่นกับการฟื้นตัวเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมา
หลายฝ่ายค่อนข้างเชื่อมั่นว่าผลพวงจากอัตราการว่างงานที่สามารถลดต่ำเหลือ 5.5% ขณะที่อัตราการจ้างงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 แสนตำแหน่ง/เดือนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้การพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีความเป็นไปได้มากขึ้น โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งถึงกับมั่นใจมากๆ ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือน มิ.ย.นี้แน่นอน
คำถามก็คือถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะเป็นอย่างไร
ผลดีก็จะตกอยู่กับภาคเศรษฐกิจจริงสหรัฐ เพราะตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หลักการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐจะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง เพื่อควบคุมการเติบโตและป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อโตร้อนแรงจนเกินไป ช่วยให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืน
ขณะที่ผลเสียนั้นก็ต้องยอมรับเรื่องการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่จะตามมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อรายได้และกำไรของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทั้งหลาย
ขณะเดียวกัน ผลเสียยังกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่จะแห่แหนเงินกลับเข้าตลาดสหรัฐอีกครั้ง เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่า แถมความเสี่ยงยังน้อยกว่าการลงทุนในที่อื่นๆ จนอาจเกิดวิกฤตสภาพคล่องในบางประเทศเอาได้ง่ายๆ
งานนี้ต้องยอมรับค่ะว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดคราวนี้คือการทดสอบความทน ไม่ทนของทุกประเทศทั่วโลกค่ะ ชนิดที่ว่าทนได้ก็รอด ทนไม่ได้ก็ร่วงค่ะ







