posttoday
กลัวเงินไหลออก แบงก์ไม่ลดดอกเบี้ย

กลัวเงินไหลออก แบงก์ไม่ลดดอกเบี้ย

18 มีนาคม 2558

ประชาชนที่ตั้งหน้าตั้งตารอให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมา หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ประชาชนที่ตั้งหน้าตั้งตารอให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมา หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงระดับ 0.25%   จากระดับ 2% เหลือ 1.75% ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทันทีที่ กนง.ลดดอกเบี้ย ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแรกที่ประกาศลดดอกเบี้ยตาม ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เฉลี่ย 0.20% ตามมาด้วยธนาคารกรุงเทพ ลดเงินกู้เอ็มแอลอาร์ 0.125% เงินฝากลด 0.125-0.5%

ส่วนธนาคารขนาดเล็กลดแต่ดอกเบี้ยเงินฝาก คือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝาก 0.15-0.5% และธนาคารเกียรตินาคิน ลดดอกเบี้ยเงินฝาก 0.15-0.35% แต่ธนาคารอื่นจนถึงบัดนี้ยังคงเงียบ ไม่มีวี่แววจะลดดอกเบี้ยตาม

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การที่มีธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเพียงไม่กี่แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารจะพิจารณาดูสถานการณ์ตลาด ดูสภาพคล่องของตัวเอง มีการเติบโตของสินเชื่ออย่างไร

“อัตราดอกเบี้ยไม่มีส่วนต่อการเติบโตของสินเชื่อโดยตรง เนื่องจากแบงก์จะพิจารณาการเติบโตของสินเชื่อตามภาวะตลาด ที่ผ่านมายอมรับว่าแบงก์ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาผลกระทบ ตอนนี้ไม่ใช่ยุคที่คนจะซื้อของ ต่อให้ลดราคาก็ไม่มีผล แต่หากลดในช่วงคนอยากซื้อของ คนก็จะแห่มาซื้อ” ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าว

ด้านนักวิเคราะห์ ระบุว่า การส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคธนาคารในรอบนี้ อาจจะมีประสิทธิภาพน้อย เนื่องจากธนาคารมุ่งเน้นปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ เห็นได้จากธนาคารขนาดเล็ก ที่ลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากเท่านั้น ตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน เพราะถึงแม้จะลดลง แต่ดอกเบี้ยของธนาคารขนาดเล็กยังมีส่วนต่างสูงกว่าธนาคารใหญ่ประมาณ 1%

อาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝากไหลออกหลังจากที่ได้ลดดอกเบี้ยลง เช่นเดียวกับด้านเงินกู้ ที่ไม่เห็นสัญญาณว่ามีลูกค้าเข้ามาขอสินเชื่อจากธนาคารเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งธนาคารไม่ได้คาดหวังในส่วนนั้น แต่ถือเป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าที่จะลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลง

ส่วนการที่ธนาคารอื่นลดดอกเบี้ยในอัตราน้อยกว่าธนาคารไทยพาณิชย์ ต้องขอดูทิศทางก่อนว่าจะมีการปรับอีกครั้งเพื่อให้ใกล้เคียงหรือไม่ แต่เบื้องต้นได้ประเมินอย่างรอบคอบแล้ว จากดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยยังสูง และค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับแข็งค่ากว่าสกุลของประเทศคู่แข่งและคู่ค้า ซึ่งตามทฤษฎีแล้วมีโอกาสที่ทางการจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก

“เรามองปัจจัยเหล่านี้ จึงได้ตัดสินใจดำเนินการตามการส่งสัญญาณของ กนง. โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือลูกค้าในทุกกลุ่ม ทั้งรายย่อย เอสเอ็มอี และรายใหญ่บางรายที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ซึ่งการลดเฉพาะเอ็มแอลอาร์ เพราะเห็นแล้วว่ากระทบกับธนาคารน้อย แต่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ในวงกว้างกว่า” อาทิตย์ กล่าว

การที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ลดดอกเบี้ยลงมาตามดอกเบี้ยนโยบายนั้น ได้ถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่า ธนาคารเป็นห่วงรายได้จากดอกเบี้ยจะลดลง เนื่องจากสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวได้ต่ำมาก  ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสินเชื่อคงค้างในเดือน ม.ค. 2558 อยู่ที่ 15.34 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวขึ้นเพียง 4.3% ซึ่ง ธปท.ยังคิดว่าแม้จะขยายตัวได้ต่ำ แต่ก็ยังดีกว่าสินเชื่อไม่ขยายตัวเลย

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ การเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยจะขยายตัวได้เพียง 3.5-4% เท่านั้น จาก 4.5% ในไตรมาส 4 ปี 2557

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีจะขยายตัว 3.7-4.0% เพราะนอกจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนแล้ว ยังเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรทรงตัวต่ำต่อเนื่อง  และอาจเป็นผลจากการเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2557 ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่นั้น คาดว่าจะหดตัวลงมากที่สุด ลบ 2.5% ถึงลบ 1.5% ซึ่งการชะลอตัวของทั้งกลุ่มรายใหญ่และเอสเอ็มอี คาดว่าจะทำให้สินเชื่อธุรกิจโดยรวมขยายตัวเพียง 1-1.5% จาก 2.4% ในไตรมาสก่อน

ด้านภาพรวมสินเชื่อรายย่อย คาดว่าจะเติบโต 7-7.5% จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง บวกกับหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งทำให้ธนาคารคงนโยบายเครดิตที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ทางด้านรายได้จากค่าธรรมเนียมของธนาคารก็จะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก จากการที่ ธปท.สั่งการให้ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

นอกจากนั้น แนวโน้มหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ธนาคารจึงจำเป็นต้องสะสมกำไรและทุนรองรับภาวะที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อน การลดดอกเบี้ยจึงยังไม่เห็นภาพที่จะเกิดขึ้นง่ายนัก

แต่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่ลดดอกเบี้ยไปในทิศทางเดียวกับ กนง. เนื่องจากยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าตลาดเงินจะกลับทิศทาง
เมื่อไหร่ โดยเฉพาะตลาดโลกคาดว่าสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยในกลางปีนี้ ก็จะเกิดผลกระทบต่อตลาดเงินทั้งโลก ซึ่งอาจจะทำให้เงินไหลออกก็เป็นไปได้

ดังนั้น ธนาคารส่วนใหญ่จะมองไปในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงก็จำเป็นต้องรักษาสภาพคล่องไว้ก่อน  ดังนั้นรอบนี้อัตราดอกเบี้ยจะลงช้าเป็นพิเศษ และหากธนาคารไหนมีสภาพคล่องน้อย ก็อาจจะยังขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษต่อ

“ธนาคารส่วนใหญ่จะมอง 6 เดือน หรือ 12 เดือน ว่าตลาดเงินในระยะเวลาข้างหน้าเป็นอย่างไร หากธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยจริง ต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น การล็อกเงินฝากในช่วงนี้จะทำให้ต้นทุนการเงินดีกว่าไปลุ้นในอนาคต” อมรเทพ กล่าว

นอกจากนี้ ธปท.จะนำกฎบาเซิล 3 มาบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 ซึ่งสาระสำคัญของเกณฑ์บาเซิล 3 นั้น จะมีการกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนเพื่อเทียบกับปริมาณธุรกิจของสถาบันการเงิน หรือ Leverage Ratio ซึ่งมีลักษณะการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงรายธุรกรรม (Non-Risk Based) เพราะคิดจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 หารด้วยมูลค่าสินทรัพย์ทั้งในและนอกงบการเงิน โดยต้องมีอัตราส่วนขั้นต่ำที่ 3% ยังมีการปรับปรุงวิธีการคำนวณสินทรัพย์เสี่ยง (RWA) รวมทั้งการคำนวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต Credit Valuation Adjustment (CVA) โดยเฉพาะในตลาดอนุพันธ์ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เป็นต้น

ฉะนั้น ด้วยกฎเกณฑ์ ความเสี่ยง และปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์อาจจะลดดอกเบี้ยช้า หรือบางธนาคารอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยเลย จึงเป็นที่มาของการที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มคิดว่า กนง.ลดดอกเบี้ยไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่สำหรับลูกค้า การลดดอกเบี้ยดีกว่าไม่ลด เพราะอย่างน้อยก็ช่วยลดภาระหนี้ลงได้ระดับหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69