
ถ้าลดรายจ่ายไม่ได้ ก็ต้องหารายได้เพิ่ม
มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า วันนี้งบประมาณรายจ่ายประเภทรายจ่ายประจำ ตั้งไว้สูงถึง 2,026,525 ล้านบาท คิดเป็น 78.7% ของงบประมาณประจำปี 2558 ซึ่งตั้งไว้ 2,575,000 ล้านบาท
มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า วันนี้งบประมาณรายจ่ายประเภทรายจ่ายประจำ ตั้งไว้สูงถึง 2,026,525 ล้านบาท คิดเป็น 78.7% ของงบประมาณประจำปี 2558 ซึ่งตั้งไว้ 2,575,000 ล้านบาท
แต่ถ้าหักส่วนที่รัฐบาลจะต้องกู้มาใช้ 250,000 ล้านบาท ออกไปก่อน เราจะได้ตัวเลขงบประมาณสมดุลที่ 2,325,000 ล้านบาท คิดจากตัวเลขนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำก็จะเท่ากับ 87.2% ของงบประมาณสมดุลซึ่งสูงน่ากลัว แต่แนวโน้มตัวเลขงบประมาณรายจ่ายประจำก็ยังจะโตขึ้นต่อไป เพราะการปรับเงินเดือนลูกจ้างและข้าราชการให้สูงขึ้นทั้งการปรับเงินเดือนและค่าจ้างตามปกติขั้นเดียวบ้าง 2 ขั้นบ้าง รวมถึงการจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับข้าราชการทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อันตรายและในระหว่างการประกาศกฎอัยการศึก
และถ้างบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น เอาลงไม่ได้แต่รายได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจและความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยที่ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปรียบเทียบว่าเหมือนคนเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อจากต่างประเทศ ความต้องการสินค้าไทยลดลงและตลาดเงินของโลกผันผวน ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจไทย โรคข้อเข่าเสื่อมคือ ความเสื่อมสมรรถภาพของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในภาคเศรษฐกิจการผลิตที่แท้จริงของประเทศ ทำให้แข่งขันกับคนอื่นไม่ได้ และสุดท้ายคือ โรคประสาท (อันนี้ผมเติมเอง) หรือที่ท่านบอกว่า โรคขาดความมั่นใจไม่กล้าลงทุนไม่กล้าใช้จ่ายแล้ว สัดส่วนรายได้ประจำก็ยิ่งจะสูงขึ้นจนอาจทะลุ 90% ของงบประมาณแผ่นดินก็ได้ ไม่เหลือเงินงบประมาณเพื่อการลงทุน
ถามว่า ถ้าเหตุเกิดอย่างนี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ รัฐบาลก็ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นหรือหันมาส่งเสริมให้เอกชนจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ได้ เข้ามาลงทุนทำโครงการลงทุนในเมืองไทย ซึ่งในภาวะที่อำนาจการต่อรองอ่อนแออาจจำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขที่ดูแล้วเป็นการเอาเปรียบคนไทยหรือประเทศไทย สร้างปัญหาทางการเมืองขึ้นมากดดันการบริหารงานของรัฐบาลอีก เกิดโรคแทรกซ้อนโรคที่เป็นอยู่แล้ว 3 โรคที่ท่านผู้ว่าการฯ ประสารพูดถึง
การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่จะแก้ไขได้ในเวลาสั้นๆ เพราะเราปล่อยให้โรคร้ายฟักตัวมานานหลายปี มีความสุขกับเงินร้อนที่ไหลเข้ามาสร้างความร่ำรวยในตลาดเงินและตลาดทุนมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคการผลิตที่แท้จริง ทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ภาคการท่องเที่ยว ยังปล่อยให้ขยายตัวเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพอย่างการให้วีซ่าที่สนามบินปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาเช่าหอพัก กินข้าวแกง รายจ่ายต่อวัน พอๆ กับคนทำงานในโรงงานหรือนักเรียนนักศึกษาที่เช่าหอพักอยู่ ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์เน้นส่งเสริมดึงดูดนักธุรกิจที่เข้ามาประชุมในประเทศของเขา หรือนักท่องเที่ยวที่ชอบช็อปปิ้งจากบางประเทศ เช่น ไทย หรืออินโดนีเซีย เป็นต้น
เพราะฉะนั้น การที่กระทรวงมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการหาเงินมาให้คนอื่นใช้จ่ายหรือรับผิดชอบด้านรายรับของรัฐบาลอย่างกระทรวงการคลัง พยายามที่จะหารายได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรับมรดกตกทอดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินอันเนื่องมาจากนโยบายประชานิยมต่างๆ ในอดีต และการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลง ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีและจำเป็นในการขยายฐานรายได้ภาษีในอนาคต แต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอย่างน้อย 2-3 ปี ในภาวะเศรษฐกิจปกติ แต่จะถือว่าโชคร้ายหรืออะไรก็แล้วแต่ หลังจากการประกาศลดอัตราภาษีก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกทำให้การส่งออกลดลง เศรษฐกิจชะงักงัน ธุรกิจไม่ลงทุนเพิ่ม รอดูสถานการณ์ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพราะไม่มั่นใจว่ารายได้ในอนาคตจะถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือไม่ ฐานการจัดเก็บภาษีจึงขยายเพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายได้จากการจัดเก็บตามความหมาย
ทำให้รายได้รัฐบาลไม่เพิ่มขึ้นตามนโยบาย จึงจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มจากภาษีอากรประเภทอื่น อย่างภาษีที่ดินและบ้าน หรือแม้แต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยการเก็บภาษีเพิ่มย่อมกระทบถึงผู้ถูกจัดเก็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างการเพิ่มนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดินและบ้านพักที่ถูกต่อต้านจนรัฐบาลต้องเก็บเข้าลิ้นชักไปก่อน ทั้งๆ ที่ถ้าศึกษาให้ดีนอกจากจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ แล้วยังจะช่วยแก้ไขปัญหาการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และการถือครองที่ดินของนายทุนในประเทศต่างกว่าการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะกระทบถึงผู้มีรายได้น้อยมากกว่าคนรวยหรือพวกนายทุนทั้งหลายผมเชื่อว่า ท้ายที่สุดสถานการณ์จะบีบบังคับให้รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเพราะรายได้ปกติจากธุรกิจการค้า การส่งออกและนำเข้าเริ่มอิ่มตัว เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง
ถ้าจะรื้อฟื้นหรือริเริ่มเก็บภาษีอะไรใหม่รัฐบาลคงต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการจัดเก็บและผลกระทบที่มีต่อประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย
หรือผู้ที่มีสถานะพิเศษทางสังคมอย่างผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีภาระต้องเลี้ยงดูบุพการีที่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรทำนองนี้ ว่าจะยกเว้นหรือช่วยเหลืออย่างไรให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ จะยึดหลักความยุติธรรมในการจัดเก็บทางวิชาการไม่ได้ว่าต้องจัดเก็บอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่มีแต้มต่อให้ประชาชนกลุ่มใดเลยที่สำคัญนโยบายภาษีไม่ควรมีการโยนหินถามทาง เพราะโยนเมื่อไรก็ถูกเขวี้ยงกลับเมื่อนั้น ไม่ควรประกาศออกมาจนกว่าจะได้ศึกษารายละเอียดและผลกระทบอย่างรอบคอบ พร้อมจะชี้แจงให้ประชาชนทราบอย่างครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมแล้วเท่านั้น
ธรรมนูญทุกฉบับยอมให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดสำหรับกฎหมายทางการเงิน เพราะการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีก็ดี การประกาศลดค่าเงินก็ดี ล้วนแล้วแต่มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะต่อต้านหรือสนับสนุนทั้งสิ้น
ในภาวะปกติ ถ้ารัฐบาลออกพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติทางการเงินออกมาแล้วไม่สามารถผ่านกฎหมายในรัฐสภาได้ก็ต้องลาออกไป จึงทำให้รัฐบาลเลือกตั้งตามปกติไม่อยากจะเสี่ยงวัดดวงออกกฎหมายการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ ที่จะกระทบถึงประชาชนจำนวนมาก ไม่เหมือนกับการประกาศลดอัตราภาษีที่ไม่มีใครต่อต้าน
แต่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้น สามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ก็อยู่ที่ความสามารถจะพูดภาษาไทยง่ายๆ ให้คนเข้าใจได้หรือไม่ เท่านั้นแหละครับ







