
ศก.อินเดียยากแซงจีน ปัจจัยลบเยอะขวางทางโต
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“อินเดียคือจุดสว่างของเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็มีความหวังมากมาย ดิฉันเชื่อมั่นว่าอินเดียมีโอกาสจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งมากที่สุดของโลก และข้อความที่ดิฉันต้องการจะบอกระหว่างมาเยือนที่นี่ก็คือ จับ (โอกาส) ให้มั่น”
ความเห็นข้างต้นจาก คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระหว่างเริ่มต้นเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในช่วงสัปดาห์นี้ สามารถสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจแดนโรตีในห้วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดีว่าสดใสมากมายเพียงใด
เท่านั้นยังไม่พอ ความเห็นของผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟยังได้สอดคล้องกับมุมมองของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของสหรัฐที่ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจอินเดียในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 2016 จากเดิมที่ 6.2% มาอยู่ที่ 7.9%
ตัวเลขดังกล่าวยังมากกว่าการปรับเพิ่มการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินเดีย ในปีงบประมาณปัจจุบันจะขยายตัวอยู่ที่ 7.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5.6%
เหตุผลที่ทำให้สถาบันทรงอิทธิพลทางการเงินระดับโลกทั้งสองแห่งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตอินเดียก็คือ 1) แผนปฏิรูปของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ที่มุ่งลงทุนยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการศึกษา เปิดทางภาคเอกชนและปรับนโยบายอุดหนุนเพื่อลดการขาดดุลรัฐ 2) ราคาน้ำมันโลกถูกทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานลดลง และ 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ช่วยให้บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมอินเดียมีคำสั่งซื้อเข้ามา
เรียกได้ว่า เมื่อประมวลจากมูลเหตุปัจจัยข้างต้นทั้งหมด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก หรือแม้แต่ไอเอ็มเอฟเองจะได้ข้อสรุปว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียอยู่ในระดับความเร็วที่จะแซงหน้าอัตราการเติบโตของคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศจีนในปีนี้
ที่สำคัญจีดีพีของอินเดียมีแนวโน้มจะขึ้นมาแทนที่จีน คือ ขณะที่จีนตั้งเป้าโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7% อินเดียตั้งเป้าชัดเจนว่าจะโตเฉลี่ยที่ 8-8.5%
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มทางบวกข้างต้นก็อดทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเศรษฐกิจของอินเดียดำเนินไปได้ด้วยดีจนสามารถแซงหน้าพญามังกรแห่งเอเชียตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้จริงหรือ โดยมีเหตุผลโต้แย้งจากข้อเท็จจริง 6 ประการที่ยังคงเป็นปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจอินเดีย
ข้อเท็จจริงประการแรก ก็คือความไม่สมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลในปัจจุบัน หรือภาวะการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐที่มีผลกระเทือนต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอินเดียโดยรวม
โจทย์สำคัญของรัฐบาลอินเดียก็คือการหาหนทางเพิ่มรายได้ โดยไม่กระเทือนต่ออัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน โดยทุกวันนี้รัฐบาลอินเดียยังไม่มีการแยกที่แน่ชัดในการลดการขาดดุลของตนเอง
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากซิลิคอนอินเดียแนะว่ารัฐบาลควรหันมาลด ละ เลิก นโยบายอุดหนุนพลังงานและค่าจ้างแรงงาน และหันมาลงทุนด้านการสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานและระบบการศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตในระยะยาว
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มวิกฤตสภาพคล่องในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความรู้สึกของนักลงทุน คือทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจและยังไม่อยากแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนใดๆ ก็ตาม ซึ่งรวมถึงการเข้ามาลงทุนในอินเดีย
ดังนั้น รูปการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของอินเดียที่ต้องจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนของนักลงอย่างยิ่งยวด เมื่อพิจารณาจากนโยบายของธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ที่ประกาศชัดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
ข้อเท็จจริงประการที่สามที่เป็นภัยคุกคามของเศรษฐกิจอินเดีย ก็คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและเงินในตลาดมืด โดยข้อมูลจากโกลบอล ไฟแนนเชียล อินตริกรีตี องค์กรวิจัยในวอชิงตัน ระบุว่า อินเดียจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลกที่มีเงินผิดกฎหมายมากที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักแสดงความเห็นสอดคล้องตรงกันว่า เงินนอกระบบที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีสถานะเปรียบเสมือนปลวกซึ่งคอยกัดกินระบบเศรษฐกิจให้อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการต่อมาก็คือปัญหาหนี้เสียของภาคธนาคาร ที่นักวิเคราะห์เห็นว่าภาคธนาคารของอินเดียในขณะนี้มีปริมาณหนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารไม่สามารถให้การสนับสนุนการลงทุนในโครงการยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มที่
ผลลัพธ์ข้างต้นทำให้แผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลอินเดียอาจไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ และเป็นความท้าทายชิ้นใหญ่ของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์มองว่าหนักหน่วง เนื่องจากรัฐบาลอินเดียต้องรื้อระบบธนาคารขนานใหญ่
ข้อเท็จจริงประการที่ห้า ก็คือปัญหาการจัดเก็บภาษีและระบบการจัดเก็บภาษีย้อนหลัง โดยจนถึงขณะนี้รัฐบาลส่วนกลางของอินเดียและรัฐบาลในระดับรัฐยังไม่สามารถตัดสินใจได้เสียทีว่า ภาษีการค้าและบริการ
(จีเอสที) จะรวมหรือไม่รวมสิ่งใดเอาไว้บ้าง
ยังไม่นับรวมถึงความไม่แน่นอนที่ว่า รัฐบาลจะปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีอย่างไร จะปรับขึ้นอัตราภาษีหรือไม่ ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดกลายเป็นปัจจัยสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนดังกล่าวจะส่งผลต่อการจ่ายภาษีและขอคืนภาษี
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย ก็คือสถานการณ์ของภาคเอกชนอินเดีย โดยรายงานจากไอเอ็มเอฟเมื่อไม่นานมานี้สรุปว่า สถานการณ์ในภาคเอกชนของอินเดียนั้น ราว 14% มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ยให้กับนักลงทุน ดุลการชำระเงินของอินเดีย 23% แบกรับหนี้เสีย 20% มีจำนวนสินทรัพย์น้อยกว่ามูลค่าหนี้ที่ถือครองอยู่ และมากกว่า 31% ของหนี้ถือครองโดยเอกชนที่มีปริมาณหุ้นกู้สูงกว่าสินทรัพย์และรายได้รวมกัน
เรียกได้ว่า บริษัทอินเดียมีความอ่อนแอทางด้านการเงินอย่างมาก ซึ่งกลายเป็นผลกระทบทางลบต่อการลงทุน การจ้างงาน ที่นำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนของประเทศในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เอ็ม อาร์ เวนคาเทซ นักวิชาการอิสระอินเดียได้แสดงความวิตกผ่านเว็บไซต์นิติเซ็นทรัลว่า ความอ่อนแอของภาคเอกชนจะส่งผลทำให้ปริมาณการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติลดน้อยลง และเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี จนส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอินเดียโดยรวมในที่สุด
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังไม่วายออกมากล่าวเตือนอีกว่าการคิดว่าเศรษฐกิจของอินเดีย โดยรวมมีแนวโน้มทางบวกและขยายตัวได้ดี โดยอาศัยแค่การอ้างอิงจากตัวเลขจีดีพีแต่เพียงอย่างเดียวเป็นการกระทำที่ออกจะประมาทเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขจีดีพีที่มาจากสำนักงานสถิติส่วนกลาง (ซีเอสโอ) ของอินเดีย
ปีเตอร์ โคห์ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีเอ็มเอส ฟันด์ส บริษัทบริหารจัดการกองทุนตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในสหรัฐ ยอมรับว่า ตัวเลขจีดีพีของอินเดียไม่ได้ทำให้ตนเองคิดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะดีกว่าความเป็นจริงที่เป็นอยู่ เพราะต้องไม่ลืมว่าทางการอินเดียเพิ่งจะเปลี่ยนวิธีการคำนวณจีดีพีของตนให้เป็นสากลมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ทางการให้อินเดียหันมาใช้ข้อมูลตัวเลขจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น และลดสัดส่วนข้อมูลตัวเลขจากภาคบริการ ทำให้ผลลัพธ์ของตัวเลขจีดีพีแตกต่างออกไปด้วยเช่นกัน โดย เคนนีธ ราโพซา นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ระบุในนิตยสารฟอร์บส์ว่าวิธีการคำนวณแบบใหม่ทำให้จีดีพีอินเดียโตเฉลี่ยที่ 6.9% นับตั้งแต่สิ้นปีงบประมาณ 2014 ซึ่งถ้าคำนวณตามสูตรเก่าแล้ว จีดีพีของอินเดียจะโตอยู่ที่ 5.02% เท่านั้น
ทั้งนี้ แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาจากแผนการปฏิรูปและยกเครื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของรัฐบาลอินเดียที่เอื้อต่อการเติบโตของประเทศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว บวกกับสถานการณ์ปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการขยายตัวย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลายฝ่ายจะตั้งความหวังกับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับใหญ่เป็นอันดับ 3 แห่งนี้
กระนั้น อินเดียก็ยังมีปัจจัยลบคุกคามอีกหลายประการที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งจะเป็นเครื่องเตือนภัยชั้นดีสำหรับนักลงทุนทั่วโลกให้ตระหนักว่า อย่าเพิ่งคาดหวังอย่างเชื่อมั่นและวางใจกับเศรษฐกิจแดนภารตมากจนเกินไป







