
สปช.ถกปฏิรูปวิทยาศาสตร์เน้นสร้างระบบวิจัย
สปช. ถกแนวปฏิรูปวิทยาศาสตร์ฯ เน้นสร้างระบบวิจัยเสริมนวัตกรรมด้านการเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ และชุมชนเข้มแข็ง
สปช. ถกแนวปฏิรูปวิทยาศาสตร์ฯ เน้นสร้างระบบวิจัยเสริมนวัตกรรมด้านการเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ และชุมชนเข้มแข็ง
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้มีการพิจารณารายงานข้อเสนอการปฏิรูปประเทศของ กมธ.ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา (ระยะที่ 1 การกำหนดกรอบหลักการปฏิรูป)
นายศักรินทร์ ภูมิรัตน์ ประธาน กธม.ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ฯ กล่าวสรุปสาระสำคัญของรายงานว่า ข้อเสนอของ กมธ. ปฏิรูปวิทยาสตร์ฯ จำแนกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การปฏิรูประบบวิจัยเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศ จะต้องเพิ่มการนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เพิ่มช่องทางเข้าถึงงานวิจัย รวมถึงเพิ่มจำนวนนักวิจัยในเชิงปริมาณและคุณภาพ ฉะนั้นจะต้องจัดตั้งสถาบันวิจัยชั้นสูงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ เพื่อพัฒนา STEM (Science ,Technology , Engineering ,Mathematics) ให้ประเทศมีความเข้มแข้งในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)
ส่วนที่ 2 การปฏิรูประบบ วทน. เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมของประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้นจะต้องปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกันหน่วยงานนโยบายของรัฐที่ขึ้นตรงต่อผู้นำประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้นำประเทศในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับการพัฒนา วทน. ที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายดังกล่าวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม กมธ.ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ฯ ได้จำแนกการปฏิรูประบบ วทน. เป็น 4 ด้าน คือ 1. การเกษตร 2. เสริมชุมชนเข้มแข็ง 3. อุตสาหกรรม และ 4. การแพทย์และสุขภาพ
ทั้งนี้ในการอภิปรายของสมาชิก สปช. มีข้อเสนอที่น่าสนใจ อาทิ พล.ร.อ. ศุภกร บูรณดิลก กล่าวว่า ประเทศไทยมีองค์กรในการวิจัยพัฒนาสม่ำเสมออยู่แล้ว เช่น การวิจัยยานยนต์ เรือ ยานใต้น้ำ และเครื่องบินไร้คนขับฯลฯ ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพในการผลิตโดยการร่วมมือกับภาคเอกชน แม้จะเป็นหน่วยงานที่อยู่ในกำกับของกระทรวงกลาโหม ก็อยากให้ กมธ.ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ฯ คำนึงถึงศักยภาพที่มีอยู่ แล้วนำไปพัฒนาศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ กล่าวว่า สาระสำคัญที่ กมธ. ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ฯ ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปกป้องสิทธิ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรม ทั้งนี้ในทางปฏิบัติขั้นตอนยังมีความล่าช้า เช่น การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม อย่างไรก็ตามจะต้องพัฒนาระบบพิทักษ์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งภายในและภายนอกประเทศควบคู่กัน เพราะมีหลายกรณีที่ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ ถูกละเมิดในต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วจะต้องส่งเสริมให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มุ่งเน้นให้ใช้นวัตกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในประเทศ
พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ กล่าวว่า นวัตกรรมยาที่จะขยายไปในทางพาณิชย์ ซึ่งไม่สามารถพัฒนาสูตรยา (ingredient) เพียงแต่ไปซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเข้ามาผลิตในประเทศไทย ฉะนั้นหากจะลงทุนจะต้องเลือกผลิตยาราคาแพงหรือยาที่มีความต้องการสูง เช่น แอนตี้-เอชไอวี(Anti-HIV) เป็นต้น นอกจากนั้นจะต้องพัฒนานวัตกรรมในการป้องกันโรคติดต่อ เช่น วัคซีน ที่จะต้องสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
นางสีลาภรณ์ บัวสาย กล่าวว่า ข้อสังเกตต่อรายงานฉบับนี้ คือ 1. ควรวิเคราะห์โจทย์ในการวิจัยและพัฒนาให้มีความชัดเจน เพราะข้อเสนอบางประการ จะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ เพราะไม่ตอบโจทย์ที่ผู้ปฏิบัติเผชิญอยู่ เช่น บางกรณีอาจต้องการเพียงกลไกทางเศรษฐกิจในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น ฉะนั้นความสอดคล้องของการวิจัยและปัญหาในทางปฏิบัติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 2. การวิจัยในลักษณะนี้จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับผู้ปฏิบัติ โดยจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยของสถาบันการศึกษา รวมถึงจัดให้มีการทุนสนับสนุนกระบวนการวิจัย ไม่ใช่รอการสนับสนุนจากภาคเอกชน และ 3. เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่จะต้องมีความรู้ควบคู่ไปด้วย ฉะนั้นการปฏิรูปจึงไม่ใช่การมุ่งกระจายงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีปัญหา แต่จะต้องพัฒนาองค์ความรู้ในทางปฏิบัติอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กมธ.ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ฯ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า จะต้องมีการสนับสนุนงบประมานในการวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย ที่เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยและการสอน เพราะจะเพิ่มสมรรถนะในการพัฒนาระบบการวิจัยได้ดียิ่งขึ้น โดยมีแหล่งทุนจากภายนอกและภายในสนับสนุน นอกจากนั้นยังมีแนวทางในการผลักดันให้มีการวิจัยที่เชื่อมโยงกับระดับโลก ซึ่งส่งเสริมให้งานวิจัยของประเทศไทยได้รับการอ้างอิง (citation index)ในระดับสากลยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ในประเทศ สำหรับเรื่องการพิทักษ์ทรัพย์สินทางปัญญา ได้มุ่งไปที่การปลูกจิตสำนึกต่อประเด็นดังกล่าวในเบื้องต้น







