posttoday
ศึกหมอ ลุงตู่จะเอาอยู่ไหม

ศึกหมอ ลุงตู่จะเอาอยู่ไหม

16 มีนาคม 2558

คงไม่มีใครสงสัยหรือปฏิเสธความตั้งใจในการปฏิรูปประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลุงตู่ของเด็กๆ

โดย...สมผล

คงไม่มีใครสงสัยหรือปฏิเสธความตั้งใจในการปฏิรูปประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลุงตู่ของเด็กๆ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในฐานะหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรีก็ตาม สิ่งที่ท่านได้ทำมายืนยันได้ถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาของประเทศ แต่สิ่งที่ไม่แน่ใจคือ ท่านจะทำสำเร็จไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะดูเหมือนรอบกายท่าน แม้ไม่ได้เป็นนักโกงเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พฤติการณ์เสือสิงห์กระทิงแรดก็น้องๆ นักโกงเมือง

ที่เป็นห่วงท่าน เพราะความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ท่านไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้โดยลำพัง ภาระของท่านจึงหนักยิ่งกว่าตำแหน่ง ผบ.ทบ. เพราะท่านจะต้องควบคุมผู้คนร่วมคณะของท่านให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

การเข้ามารับหน้าที่ของท่านเกิดจากนักโกงเมืองในระบอบทักษิณ ที่ทำงานรับใช้คนเพียงคนเดียว โกงกินกันอย่างหน้าด้านๆ ไม่เกรงใจเจ้าของประเทศ โดยอ้างนโยบายที่มุ่งแต่หาเสียง โดยไม่คำนึงว่าจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ

คนในชาติคาดหวังว่า คณะของคุณลุงตู่จะสร้างมิติใหม่ในทางการเมือง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตั้งแต่ท่านเข้ามาบริหารประเทศ พฤติการณ์ของผู้ร่วมงานของท่านไม่ได้แตกต่างไปจากรัฐบาลเลือกตั้ง

การจัดซื้อไมค์ทองคำเป็นเหตุการณ์แรกที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือ จนถึงวันนี้ดูเหมือนจะเงียบหายไป

เกิดสภาครอบครัวใน สนช. จนสภาถูกกดดันให้สมาชิกยกเลิกการแต่งตั้งครอบครัวมารับเงินเดือน

การจัดเก็บภาษีที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยกำหนดให้บ้านราคาไม่กี่ล้านบาทต้องเสียภาษี โดยลืมความจริงไปว่า บ้านเล็กๆ ของคนชั้นกลาง-ล่าง ที่อยู่ในเมือง ชานเมือง มีราคาไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท ถ้าต้องการลดความเหลื่อมล้ำจริง น่าจะเก็บบ้านราคา 20-30 ล้านบาทขึ้นไป รับรองว่าไม่มีเสียงด่า แต่กฎหมายน่าจะไม่ผ่าน เพราะคนรวยไม่ปลื้ม

ยังไม่นับรวมปัญหาธรรมเก๊ ที่สร้างความแตกแยกและสั่นคลอนความมั่นคง ที่ยังไม่รู้ว่าลุงตู่จะจัดการอย่างไร

ล่าสุดคือการโยกย้ายปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงที่กล้ายืนหยัดต่อสู้กับระบอบทักษิณ ยิ่งหากได้ฟังปลัดณรงค์เปิดใจกับข้าราชการสาธารณสุขด้วยแล้วยิ่งเห็นปัญหาว่าการบริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งเสนาบดีนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างจากรัฐบาลเลือกตั้งแต่อย่างใด

ความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีมานานก่อนที่รัฐบาล คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศ เป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการเงินกว่าแสนล้านบาท

จำนวนเงินมหาศาลอย่างนี้ ใครๆ ก็อยากผูกขาดเป็นผู้บริหาร

การจัดสรรเงินของ สปสช. เป็นประเด็นที่ฝ่ายปฏิบัติ คือแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ ที่อยู่ในต่างจังหวัดเห็นว่าเป็นการจัดสรรที่ไม่เป็นธรรม ข้อกล่าวหาที่ สปสช.ต้องอธิบายและชี้แจงให้ได้มีหลายประเด็น เอาเฉพาะประเด็นหลักๆ ที่แพทย์ผู้ปฏิบัติไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานของ สปสช. คือ

1.การนำเงินหลักประกันสุขภาพไปใช้จ่ายโดยผิดวัตถุประสงค์ มีการจัดตั้งองค์กรย่อยขึ้นมา เพื่อถ่ายเทเงินออกไปให้กับพวกพ้อง จัดสรรเงินให้กับกลุ่ม NGO ในรูปแบบต่างๆ จากเงินกองทุน การบริหารจัดการกองทุนของ สปสช. มีหลายประเด็นที่ขัดต่อกฎหมาย สรุปแล้วเป็นการใช้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ในการให้บริการสาธารณสุขกับประชาชน

2.สปสช.ใช้หลักเกณฑ์การจัดงบประมาณลงพื้นที่ โดยจัดให้ตามจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรม แต่หากพิจารณาถึงหลักการพื้นฐานที่ปวงชนชาวไทยควรได้รับจากรัฐ คือ การได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน การบริการสาธารณสุขไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ที่จะคิดเป็นอัตราส่วนต่อหัวประชากร การให้บริการสาธารณสุขเป็นการให้บริการพื้นฐาน เหมือนกับการตัดถนนเข้าไปในหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล เป็นการบริการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชนทุกคน โดยไม่สามารถอ้างเรื่องความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ได้ ประชาชนถิ่นทุรกันดารที่มีประชากรเบาบาง หรือในเมืองที่มีประชากรหนาแน่น ต้องได้รับบริการสาธารณสุขเท่าเทียมกัน

การจัดสรรงบประมาณโดยคิดเพียงจำนวนประชากรจึงไม่ถูกต้อง ขัดกับหลักการพื้นฐานการให้บริการของรัฐ ดังจะเห็นได้จากสภาพความเป็นจริง เช่น พื้นที่ อ.เบตง กับ อ.สีคิ้ว ซึ่งมีสถานะเป็นโรงพยาบาลอำเภอเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันทางด้านภูมิศาสตร์และประชากร อ.เบตง ประชากรเบาบาง ห่างไกลตัวจังหวัด เดินทางลำบาก ต้องข้ามเขาสูงชัน ใช้เวลานานกว่าจะถึง จ.ยะลา ถ้าคิดในแง่การให้บริการสาธารณสุขพื้นฐาน ยิ่งต้องมีโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัยเท่าเทียมโรงพยาบาลจังหวัด ส่วน อ.สีคิ้ว นั้นอยู่ใกล้ตัว จ.นครราชสีมา การเดินทางสะดวก โรงพยาบาลอำเภอสีคิ้วจึงไม่จำเป็นต้องมีความทันสมัยเท่าเทียมกับโรงพยาบาลในระดับจังหวัด เพราะส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ ได้สะดวก การจัดสรรงบบริการสาธารณสุขที่คิดจากจำนวนประชากรจึงผิดพลาดอย่างมหันต์

3.ยิ่งไปกว่านั้น การจัดสรรงบตามจำนวนประชากร ซึ่งผิดพลาดแล้ว สปสช.ยังนำเอาค่าตอบแทนของบุคลากรในพื้นที่หักออกจากจำนวนเงินที่จัดสรรให้ ทำให้เงินที่เหลือสำหรับให้บริการสาธารณสุขต่อหัวกับประชาชนในพื้นที่ลดลง และยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำหนักขึ้นไปอีก เพราะเมื่อคิดเปรียบเทียบอำเภอที่ต่างกันดังกล่าวแล้ว บางอำเภอเหลือเงินต่อหัวสำหรับให้บริการประชาชนเพียงหัวละ 100 กว่าบาท ขณะที่บางอำเภอเหลือเงินต่อหัวกว่า 1,000 บาท เป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ทราบได้

กระทรวงหมอเป็นศูนย์รวมของบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนเก่งทั้งนั้น แต่คนเก่งที่อยู่รวมกันมากๆ หากไม่มีศีลธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ย่อมเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง

การย้ายปลัดณรงค์จึงมิใช่การยุติปัญหา แต่จะขยายปัญหาให้หนักขึ้น หากลุงตู่ยังไม่ใช้อำนาจให้เกิดความเป็นธรรมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ อย่าลืมว่าบุคลากรของสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่างๆ มีจำนวนมาก และพร้อมจะแสดงความกล้าหาญเหมือนเมื่อครั้งปรากฏการณ์มวลมหาประชาชน

จะเอาอยู่หรือไม่ อยู่ที่ลุงตู่ครับ

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่