posttoday

วิชิต สุรพงษ์ชัย วิสัยทัศน์ต้องมี บริหารดีต้องทำ

15 มีนาคม 2558

องค์กรที่กำลังย่างเข้าสู่อายุ 109 ปี อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

องค์กรที่กำลังย่างเข้าสู่อายุ 109 ปี อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา เมื่อเกิดคดีอดีตพนักงานของธนาคารร่วมมือกับกลุ่มบุคคลกลุ่มใหญ่ฉ้อโกงเงินของสถานศึกษามีชื่อเสียง คือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นเงินเกือบ 1,600 ล้านบาท ซึ่งเกิดคำถามตามมามากมายว่า เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร

ในฐานะผู้นำองค์กร วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมายืดอกรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งที่เรื่องอยู่ในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครผิดและใครถูกก็ยังไม่รู้ แต่ธนาคารยอมจ่ายค่าเสียหายให้ สจล.ล่วงหน้า เพื่อป้องกันข่าวลือมั่วๆ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดลุกลามจนเกิดการแห่ถอนเงินจากธนาคาร

ไม่เพียงแค่นี้ กรณีที่เกิดไฟไหม้อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารเพียงชั้นเดียวก็จะเห็นภาพของประธานกรรมการบริหารธนาคารผู้นี้ เดินอยู่ท่ามกลางเจ้าหน้าที่และพนักงานกลางดึก เพื่อร่วมแก้ไขสถานการณ์ไปด้วยกัน แสดงภาวะผู้นำที่ไม่ใช่เพียงสั่งงานด้วยวาจา แต่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย

กว่า 17 ปี ที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำองค์กรใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ นับว่าหนักที่สุดที่ธนาคารต้องเจอ รุนแรงกว่าการเป็นที่ปรึกษาขายหุ้นของ ชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กับ เทมาเซก โฮลดิ้ง ที่เรื่องลุกลามบานปลายเป็นปัญหาการเมือง

แต่ขณะนี้กระแสลมสงบแล้ว สถานะของธนาคารกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

วิชิต เข้ารับตำแหน่งซีอีโอของธนาคารหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2541 ห้วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงแห่งการปฏิรูประบบสถาบันการเงินของไทย และเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ โดยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เกิดเรื่องใหม่ๆ ได้ทุกวัน

วิชิต นับเป็นผู้นำธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย ก้าวผ่านองค์กรที่มีอายุร้อยปีเข้าสู่ปีที่ 109 ได้อย่างราบรื่น ทั้งที่ไม่ง่ายที่องค์กรใดจะมีอายุยืนนานเกิน 100 ปีได้อย่างมั่นคง โดยมีเบื้องหลังการผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย

ยุคแรกที่วิชิตเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของธนาคารแห่งนี้ ต้องเผชิญกับการไม่ยอมรับของคนในองค์กร การไม่เปลี่ยนวิธีการทำงาน ซึ่งเขาเล็งเห็นว่าการทำธุรกิจธนาคารในรูปแบบเดิมๆ เหมือนที่เคยทำมาไม่ได้อีกแล้ว โลกเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ธนาคารจำเป็นต้องเดินไปหาลูกค้า ไม่ใช่ให้ลูกค้าเดินมาหาเหมือนในอดีต

นั่นเป็นวิสัยทัศน์ผู้นำที่ออกแบบองค์กรให้เข้ากับยุคสมัย ทำให้วิชิตนำนักการตลาดมือหนึ่ง กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มยูนิลีเวอร์ เข้าทำงานในธนาคารด้วย เป็นการผสมผสานงานของ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการแบงก์ในขณะนั้น ซึ่งมีความแม่นยำในกฎระเบียบและแบบแผนการทำธุรกิจธนาคารในรูปแบบดั้งเดิม กับการนำเอาแผนการตลาดใช้ผลิตภัณฑ์นำการเงินรูปแบบใหม่ออกมานำเสนอให้กับลูกค้า นับว่าเป็นธนาคารแรกๆ ที่ใช้วิธีนี้

สิ่งที่พิสูจน์ว่า วิธีคิดของวิชิตไม่ผิด ก็เพราะต่อมาธนาคารทุกแห่งก็มาในรูปแบบการนำผลิตภัณฑ์ที่โดนใจลูกค้านำมาเสนอให้บริการ อันเป็นการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมให้มากขึ้น จากธุรกิจธนาคารดั้งเดิมที่มีฐานรายได้จากส่วนต่างการปล่อยสินเชื่อกับการฝากเงินเท่านั้น

วิชิต กล่าวว่า ไม่ควรยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมาแล้ว ควรจะมองไปในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณไม่เปลี่ยน ขณะนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก เร็วขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีใครสามารถไปหยุดยั้งได้ ถ้าเราเปลี่ยนช้า เราก็จะตกรถตกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนก็ตาม แม้แต่สื่อ หนังสือพิมพ์เองก็ต้องเปลี่ยน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วคือ การทำ
ตัวเองให้เบา จึงจะเปลี่ยนได้เร็ว

“ธนาคารเปรียบเหมือนเรือใหญ่ เราจะออกแบบเรือของเราอย่างไรให้มันสามารถเลี้ยวกลับ หรือหันซ้ายหันขวาได้เร็ว คุณมีระบบการบริหารจัดการโครงสร้างที่รวดเร็วได้ไหม มันเป็นคีย์สำคัญขององค์กร ใครที่ปรับตัวช้า อีกหน่อยคุณก็จะหายไปจากวงจร” วิชิต กล่าว

ตัวอย่างที่วิชิตหยิบยกขึ้นมาอธิบายให้เห็นภาพ คือ ธุรกิจสื่อ ในอีก 3 ปีข้างหน้า อาจจะมีคนตกงานเพราะไม่จำเป็นต้องมีเขาก็ได้ อีกหน่อยคุณออกมาสัมภาษณ์คุณใช้พูดอัดเทปเข้าไปสามารถถอดความออกมาเป็นตัวหนังสือได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์ อุตสาหกรรมกระดาษในอนาคตจะเป็นอย่างไร สังคมไทยใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ไหม โอกาสปรับเปลี่ยนมีตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ใช้โอกาสเปลี่ยนแปลงโอกาสมันก็จะผ่านไป

“ผมถามว่า ระบบดิจิทัลกำลังมาเราทำอะไรกับมันบ้าง มันกำลังเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างลงมารวมกันอยู่ในสมาร์ทโฟน อีกหน่อยไม่ต้องมีบัตรเครดิต บัตรเดบิต แค่ใช้สมาร์ทโฟนแตะก็ใช้บริการได้ทุกอย่าง ฉะนั้นธุรกิจธนาคารจากนี้ไปก็จะต้องเปลี่ยนอีก สาขากำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีในอนาคต” วิชิตกล่าว

จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโลกนี้อีกมากมาย การบริหารความเสี่ยงก็จะต้องเปลี่ยนรูปแบบไปอีกหากทุกอย่างขึ้นไปอยู่บนระบบดิจิทัล

สำหรับประเทศไทยเอง ก็มีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ยังช้า เมื่อก่อนประเทศไทยมั่งคั่งได้เพราะเราเป็นประเทศที่มีค่าแรงถูก มีทรัพยากรธรรมชาติมาก มีที่ดินทำการเกษตร แต่วันนี้ถามว่าทั้งหมดนี่เราเหลืออะไรบ้าง เราไม่ใช่ประเทศที่มีค่าแรงถูกอีกต่อไปแล้ว เราไม่มีทรัพยากรมากเหมือนเมื่อก่อน วันนี้เราเหลืออะไรบ้างที่เป็นจุดแข็ง เราจะสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนด้วยอะไร เราต้องกลับมาดูขีดความสามารถในการแข่งขันไหม นั่นเป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องคิดและแปลงความคิดออกมาให้ปฏิบัติได้

สิ่งที่นายแบงก์อาวุโสแม้จะมีอายุล่วงเข้าสู่ 72 ปี แต่ความคิดและวิธีคิดสวนทางกับอายุและหมุนตามโลกอย่างไม่หยุดนิ่ง คุณสมบัติเหล่านี้เป็นวิสัยทัศน์ผู้นำที่ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใดก็ต้องมี

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง