posttoday
สัญลักษณ์ลดความเหลื่อมล้ำหรือตราบาป

สัญลักษณ์ลดความเหลื่อมล้ำหรือตราบาป

11 มีนาคม 2558

ที่จริงผู้เขียนได้เขียนเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมา 2 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ผู้คนยังกลัวเรื่องภาษีมรดกกันอยู่

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ที่จริงผู้เขียนได้เขียนเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมา 2 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ผู้คนยังกลัวเรื่องภาษีมรดกกันอยู่ แต่ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องของภาษีมรดกนั้นไม่กระทบกับชนชั้นกลางมากนัก หากรัฐบาลหรือพูดให้ตรงก็คือกระทรวงการคลังอยากจะมีผลงานเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ทำไป ที่เรียกว่าเชิงสัญลักษณ์นั้น เพราะว่าภาษีที่จะเก็บได้จากส่วนนี้จริงๆ ก็ไม่มาก และคิดว่าจะเก็บจากคนรวยเขาก็โอนกันหมดแล้ว หรือไม่ก็ตั้งเป็นมูลนิธิ ฯลฯ กันไป 

แต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่า นอกจากจะไม่ลดความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังจะกระทบกับคนชั้นกลาง รวมถึงคนชายขอบก็คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำได้ว่าผู้เขียนเคยใช้หัวข้อเรื่องว่า “ลุยเลือดขึ้นตัดยอดพีระมิด” เพราะเหตุผลที่อ้างว่าจะเก็บภาษีจากคนรวยที่กักตุนที่ดินไว้มากนั้น มันแทบจะไม่เกิดขึ้นเพราะเขาก็มีทางออก ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งเป็นบริษัท เป็นมูลนิธิ ฯลฯ ผลกระทบจึงตกอยู่กับชนชั้นกลางและคนชายขอบที่พอจะมีบ้านอยู่กับเขาสักหลัง ทาวน์เฮาส์ หรือทาวน์โฮม ในเมือง ตึกแถว กลางใจเมืองที่ข้างล่างทำการค้าและตัวเองอยู่ข้างบน อย่างเช่น ร้านกาแฟใกล้บ้านผู้เขียน ทั้งชีวิตตั้งแต่สมัยพ่อเขากัดฟันผ่อนมาได้หนึ่งห้อง ขายกาแฟมาจนพ่อตาย ตอนนี้อายุเขา 60 กว่าแล้ว ที่ตรงบ้านเขาเมื่อก่อนเป็นทุ่งนา แต่ปัจจุบันอยู่ใจกลางเมือง ถ้าประเมินอย่างต่ำๆ ก็ตารางวาละ 5 แสนบาท ห้องแถวสมัยก่อนจะมีพื้นที่ ถ้าคิดตัวเลขกลมๆ น่าจะประมาณ 40 ตารางวา หมายความว่าบ้านเขาน่าจะประเมินราคาได้ประมาณ 20 ล้านบาท ถ้าเก็บภาษีในอัตรา 0.1% หมายความว่าปีหนึ่งเขาต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละ 2 หมื่นบาท เขาจะเอาที่ไหนมาเสีย แต่ละเดือนก็แทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บอยู่แล้ว เพราะถูกร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-Eleven ที่อยู่ไม่ห่างกันนักแย่งไปส่วนหนึ่ง พฤติกรรมของผู้บริโภคแย่งไปอีกส่วนหนึ่ง ที่สำคัญคนเหล่านี้ชื่นชมรัฐบาลที่ผ่านมาอยู่แล้วแทบจะเรียกว่าบูชา กระทรวงการคลังจะปลูกฝังความเกลียดชังให้รัฐบาลชุดนี้หรืออย่างไร เพียงเพราะต้องการจะมีสัญลักษณ์เห็นผลงานหรือจะเป็นตราบาปกันแน่ เพราะงานนี้ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็กระทบชนชั้นล่างของพีระมิดและคนชายขอบถึง 80% จึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำแบบทำให้คนจนเท่ากันหมด และถ่างช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้กว้างขึ้น

ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นก็เป็นเพียงตัวอย่างเดียว และไม่ใช่ตัวอย่างเกินจริงมากมาย ยังมีตึกแถวอีกจำนวนมากที่ข้างล่างเป็นร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ตามตรอกซอกซอย และอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวใหญ่ข้างบน หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่หลังหมู่บ้านใหญ่ๆ อีกก็มีจำนวนมาก เช่น หมู่บ้าน CDC (Crystal Park) ที่เขาอยู่กันมาก่อน แล้วราคาก็ขึ้นไปพรวดพราดหลังจากมีหมู่บ้านหรู และย่านการค้าราคาแพงเกิดขึ้น จะให้ทำอย่างไร ท่านผู้ใหญ่ที่ดื้อดึงผลักดันโครงการนี้ไปดูกันบ้างหรือเปล่า

นี่ยังไม่นับผู้ที่อยู่บ้านใจกลางเมืองมา 50-60 ปี หรือบางแห่งก็ตกทอดกันมาเป็น 100 ปี แต่เป็นย่านใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็น สุริวงศ์ สีลม สาทร หรืสุขุมวิท  ถ้าคิดแค่ตารางวาละ 1 ล้านบาท ที่เพียง 100 ตารางวา ก็ 100 ล้านบาท เขาเสียภาษี 0.1% ก็คือภาษีล้านละ 1,000 บาท ที่ 100 ล้านบาท เขาจะเสียเท่าไร ลองคำนวณดู ลำพังเงินเกษียณที่นำไปฝากธนาคารรับดอกเบี้ยมาเป็นค่าใช้จ่ายก็แทบจะไม่พอแล้ว และการที่ท่านรองนายกฯ ปรีดิยาธร บอกว่าปรับปรุงแล้วลดดอกเบี้ยเหลือ 0.1% ที่จริงอัตรานี้ก็เป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเก็บ 0.1% ไม่มีอะไรใหม่ ไม่ทราบว่าเพราะถูกหลอก หรือร่วมมือกับกระทรวงการคลังหลอกประชาชน ผู้เขียนเคยยกเรื่องหล่านี้ถามระดับผู้บริหารของกระทรวงการคลังก็ตอบไม่ได้ เพียงแต่บอกว่าคงจะมีข้อยกเว้นให้ แต่ข้อยกเว้นเป็นเพียงบ้านราคา 1-2 ล้านบาท จึงขอถามว่าบ้านราคา 1-2 ล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ที่ไหน ชานเมือง รอบนอกกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด แล้วผู้เฒ่าหลังเกษียณเหล่านี้เจ็บป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร หากต้องออกไปอยู่ไกลขนาดนั้น

เคยมีผู้ยกคำถามเหล่านี้กับผู้ใหญ่มากๆ ที่ยังมีบทบาทในรัฐบาลนี้ว่า “เท่ากับบีบให้คนชั้นกลาง/ชั้นล่างที่อยู่มาเก่าแก่ในเมืองต้องขายบ้านเพื่อออกไปอยู่ข้างนอก” ท่านก็ตอบง่ายๆ ว่า “ก็ขาย” เลยไม่แน่ใจว่า ความคิดนี้เป็น “Brain Child” ของใคร มีแรงจูงใจ (Motive) อะไรอยู่เบื้องหลัง มีแผนสนับสนุนหรือมีผลประโยชน์กับกลุ่มพัฒนาอสังหาฯ ที่ไหนกันบ้างหรือไม่

หรือว่าท่านเพียงแต่รำคาญตาเมื่อออกไปต่างจังหวัดแล้วเห็นที่รกร้างว่างเปล่าที่มีเศรษฐีไปซื้อกักตุนกันไว้มากมายก็เลยจะแก้ปัญหาตรงนั้น โดยลืมไปว่า ที่จริงแล้วยังมีชนชั้นล่างของพีระมิด และถัดชั้นล่างของพีระมิดขึ้นมา รวมถึงคนชายขอบอีกจำนวนมากที่แออัดอยู่ในกรุงเทพฯ เขาจะเดือดร้อน ซึ่งเมื่อท่านลืมมองก็ละทิฐิเสียเถิด อย่าดึงดันต่อไปอีกเลย ถ้าต้องการจะจัดการกับที่เหล่านั้นก็หาวิธีใหม่ การหาเงินให้ อปท.นั้นมีอีกหลายวิธี และวิธีที่สำคัญคือหาทางลดการคอร์รัปชั่นของเขาให้ได้ก่อน รายได้ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่ผู้เขียนได้เขียนไปในบทความของผู้เขียนหลายครั้งแล้วว่า “อย่ามาลุยเลือดคนที่อยู่ฐานพีระมิดขึ้นไปตัดยอดพีระมิด” คราวนี้ก็ขอเพิ่มให้ชัดขึ้นว่า “อย่ามาลุยเลือดของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลนี้ เพื่อสนองตอบอุดมการณ์เต่า
ล้านปีของท่าน”

ผู้เขียนไม่ได้พูดถึงผู้มีบ้านใหม่ ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ซึ่งจะเป็นอีกกลุ่มที่เดือดร้อน เพราะเห็นมีข่าวลงกันตามหนังสือพิมพ์แล้ว และถ้ามีการยกเว้นคนกลุ่มที่อยู่ตามคอนโดมิเนียมก็จะได้เห็น
แรงจูงใจ (Motive) ของผู้ผลักดันเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้น และทำให้ข้อสงสัยมีเค้าลางความจริงเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนไม่ประสงค์จะคิดไปถึงตรงนั้น

แต่การดื้อดึงจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ ทั้งที่ประจักษ์ชัดเจนว่าไม่มีผลหรือเป็นสัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ตรงข้ามจะเป็นเสมือนลิ่มที่ตอกให้เกิดความแตกแยก และถ่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้น โดยไปเพิ่มฐานของพีระมิดให้ใหญ่ขึ้นมากกว่า

จึงขอเสียทีเถอะ ฉีกกฎหมายฉบับนี้ทิ้งไปได้แล้ว ไม่ใช่แค่ทบทวนทำเป็นปรับตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย หลอกตาท่านผู้นำและประชาชนตาดำๆ อย่าดื้อดึงดันต่อไปอีกเลย เมื่อรู้ว่าไม่ดียกเลิกเสียยังจะมีศักดิ์ศรีกว่า และหาวิธีใหม่จัดการที่รกร้างว่างเปล่าดีกว่า แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการคอร์รัปชั่น อย่าให้เป็นตราบาปของรัฐบาลนี้เลย

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน