
เม็ดเงินล้นโลกแล้ว ‘โอกาส’...อยู่ที่ไหน? (ตอนจบ)
ในตอนที่แล้วเราได้พูดกันถึงขนาดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมหาอำนาจ
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
ในตอนที่แล้วเราได้พูดกันถึงขนาดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมหาอำนาจ การใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของสหรัฐอเมริกาและกลุ่มยูโรโซน วันนี้จะขอเล่าต่อในตอนที่เหลือดังนี้
สี่ มาตรการ QE กลายเป็นสูตรสำเร็จที่หลายประเทศอยากเลียนแบบ
เริ่มต้นจากญี่ปุ่น หากพอจำกันได้ในปี 2528 ญี่ปุ่นและเยอรมนีถูกบังคับให้เซ็นสนธิสัญญาพลาซ่า (Plaza Accord) ที่มีวัตถุประสงค์ให้เข้าไปแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินมาร์กของเยอรมนีแข็งค่าขึ้น
เงินญี่ปุ่นจากประมาณ 300 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เพียง 3 ปีอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 150 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมและบริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่นพากันอยู่ในประเทศของตนไม่ได้ เนื่องจากค่าแรงเพิ่มขึ้นเท่าตัวเพราะเงินเยนแข็งขึ้นเท่าตัว ต้องพากันย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศจำนวนมหาศาล
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวกว่า 40,000 จุด ลดลงต่ำกว่า 10,000 จุด ราคาอสังหาริมทรัพย์ในบางพื้นที่มูลค่าลดลงเหลือเพียง 10-20% ของมูลค่ายุครุ่งเรือง เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจึงตกอยู่ในวังวนของภาวะเงินฝืดที่แทบจะไม่มีใครยอมใช้จ่ายเงิน และเศรษฐกิจก็อยู่ในสภาพเป็นง่อยเป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว
จนมีนักเศรษฐศาสตร์และคอลัมนิสต์หลายคนต่างตั้งฉายาประเทศญี่ปุ่นไปต่างๆ นานา อาทิ “Zombie Economy” แปลตามความได้ว่า “เศรษฐกิจแบบผีดิบ” หรือ “The Lost Decades” แปลได้ว่า “ทศวรรษที่หายไป” เพื่อบรรยายสภาพเศรษฐกิจที่แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวหรือเหมือนกับมันหายไปเลยนับสิบๆ ปี
“อาเบะโนมิกส์” (Abenomics) นับแต่นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ชินโสะ อาเบะ เข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงปลายปี 2555 เขาก็ประกาศมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยทั้งรัฐบาลอาเบะและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่างระดมเม็ดเงินอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดยหวังว่า “สูตรสำเร็จ” นี้ที่เคยสำเร็จมาแล้วในการทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากลับมาแข็งแกร่งได้อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จะสามารถทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลับมาฟื้นคืนชีพได้เช่นกัน
เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่โลกการเงิน โดยการประกาศว่าคณะกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่นได้อนุมัติให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มเงินฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากเดิมประมาณ 60 ล้านล้านเยนไปเป็น 80 ล้านล้านเยน/เดือน เพื่อให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นพ้นจากภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายทศวรรษ
ห้า เมื่อ QE ไม่ได้เป็น ‘ยาวิเศษ’ อีกต่อไป
มาตรการ QE ก็คือการเอาแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกที่มีชื่อว่า จอห์น เมย์นาร์ด เคย์น (John Maynard Keynes) มาใช้ แนวความคิดดังกล่าวเรียกว่า เศรษฐกิจสำนักเคนส์ (Keynesian Economics)
เคนส์เสนอวิธีการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำโดยการกระตุ้นผ่านการใช้สองวิธีรวมกัน คือ การลดอัตราดอกเบี้ย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการอัดฉีดรายได้และส่งผลให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จึงทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีค่าหลายเท่าของการลงทุนครั้งแรก
อาจกล่าวได้ว่า แนวความคิดของเคนส์มีอิทธิพลต่อความคิดด้านเศรษฐศาสตร์มากที่สุดของทศวรรษที่ 20-21 ทุกวันนี้จึงมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่า หลายประเทศเริ่มทำ QE ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น จีนลดดอกเบี้ยและลดปริมาณการกันสำรองในภาคธนาคาร นอกจากนี้ยังมีสิงคโปร์ เดนมาร์ก อินโดนีเซีย เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อทุกคนต่างคนต่างทำ QE ผลก็คือ แทบจะทุกประเทศจะพยายามให้สกุลเงินของประเทศตนมีค่าลดลง และมีเงินในระบบมากขึ้น จึงทำให้สกุลเงินเกือบจะทุกประเทศมีค่าอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และมีค่าเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น และมีปริมาณเงินหรือที่เรามักจะเรียกกันว่า “สภาพคล่อง” แทบจะล้นระบบเลยทีเดียว
หก เม็ดเงินล้นโลกแล้ว ‘โอกาส’...อยู่ที่ไหน?
ระหว่างปี 2551-2557 ในช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ QE อย่างหนักหน่วงนั้น เม็ดเงินของสหรัฐอเมริกาได้ไหลบ่าเข้าสู่ระบบอย่างท่วมท้น และได้ไหลบ่าเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และอื่นๆ โดยสังเกตได้จากราคาทองคำจากระดับประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ในเดือน พ.ย. 2551 ก็ได้ทะยานขึ้นไปสูงกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ในเดือน ม.ค. 2555
ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ในเดือน ก.พ. 2552 เคยลงไปต่ำกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ก็ได้ทะยานขึ้นไปสูงกว่า 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในเดือน เม.ย. 2554
ในส่วนของประเทศสหรัฐอเมริกาเอง สังเกตได้จากดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ที่เคยตกต่ำลงจนถึงต่ำสุดประมาณ 6,600 จุดในเดือน มี.ค. 2552 แต่ในปัจจุบันก็สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สูงกว่า 18,000 จุด หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของดัชนีในช่วงวิกฤต
ถึงจุดนี้คุณผู้อ่านคงจะพอเห็นอะไรบ้างแล้วนะครับ ในปีนี้...ผมมองว่าทั้งกลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่นจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ด้วยเดิมพันที่สูงคือ ปริมาณเม็ดเงิน QE ก้อนมหึมา และถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จ เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็อาจจะต้องเป็นง่อยไปอีกเป็นสิบปี...เหมือนอย่างเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วง Zombie Economy
ฉะนั้นปีนี้อาจจะเป็นปีทองของคุณผู้อ่านที่สามารถมองหา “โอกาส” เจอก็เป็นได้ โชคดีในการลงทุนนะครับ
"เมื่อทุกคนต่างคนต่างทำ QE ผลก็คือ แทบจะทุกประเทศจะพยายามให้สกุลเงินของประเทศตนมีค่าลดลง และมีเงินในระบบมากขึ้น จึงทำให้สกุลเงินเกือบจะทุกประเทศมีค่า อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และมีค่าเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย"







