
จากเขาใหญ่ถึงสวนรถไฟบทเรียนการพัฒนาที่ภาครัฐไม่เคยจดจำ
ปกติพื้นที่กรุงเทพฯก็มีพื้นที่สี เขียวน้อยอยู่แล้ว หากจะมีการปรับปรุงอะไรก็ควรจะเป็นการทำเพื่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมและเลิกงุบงิบทำ
ปกติพื้นที่กรุงเทพฯก็มีพื้นที่สี เขียวน้อยอยู่แล้ว หากจะมีการปรับปรุงอะไรก็ควรจะเป็นการทำเพื่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมและเลิกงุบงิบทำ
โดย - วิทยา ปะระมะ
การสร้างความเจริญที่ปราศจากการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ยาวนานหลายสิบปีนับตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งได้เรียกร้องให้ชุมชนในพื้นที่การพัฒนาต้องเสียสละวิถีชิวิตดั้งเดิม เสียสละทรัพยากรชุมชน และเสียสละสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติภายใต้วาทกรรมของความเจริญ เช่นกรณีของโรงงานเหมืองถ่านหินแม่เมาะ หรือชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
อย่างไรก็ ตามด้วยกระแสของโลกปัจจุบันที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง เข้มข้น ทำให้กระบวนการพัฒนาความเจริญต่างๆไม่สามารถมองข้ามเรื่องเหล่านี้ได้อีกและ หากดึงดันทำต่อไปก็จะถูกแรงต่อต้านจากภาคสังคมดังตัวอย่างเช่นกรณีของการที่ ศาลปกครองมีคำสั่งระงับโครงการลงทุน76 โครงการใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมูลค่ากว่า 3-4 แสนล้านบาท และเพิ่งอนุมัติในภายหลังให้เดินหน้าต่อ 11 โครงการหลัง จากที่สกรีนแล้วว่าไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม
กรณี ร้อนๆในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ ผ่านมาที่กรมทางหลวงทำการขยายถนนธนะรัชต์ซึ่งเป็นต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขา ใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ระยะทาง 10 กิโลเมตร จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร โดยได้ตัดต้นไม้เพื่อขยายไหล่ทางออกไปนับร้อยต้นจนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง ความโปร่งใสและความจำเป็นของโครงการ จนทุกวันนี้ต้องมาพูดกันถึงเรื่องการเยียวยาผลกระทบเพื่อฟื้นฟู 2 ข้างทางให้ กลับมามีสภาพเหมือนเดิม
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับต้นไม้ที่เขาใหญ่ก็เกือบจะเกิดขึ้นกับต้นไม้ใน กรุงเทพฯ เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครจากกรมทางหลวงมาเป็นสำนักงาน สิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และเปลี่ยนสถานที่จากถนนธนะรัชต์มาเป็นสวนวชิรเบญจทัศน์หรือสวนรถไฟนั่นเอง
ทั้งนี้กทม.ได้จัดทำ โครงการ“อุทยานสวนจตุจักร” มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท และว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาออกแบบอีก 10 ล้านบาท โดยมีแนวคิดในการรวมสวนสาธารณะ 3 แห่งเข้าด้วยกันคือสวนจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และสวนรถไฟ โดยวางแผนผังสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อสวนทั้ง 3 แห่งเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ทางเชื่อม ระหว่างสวนรถไฟ เริ่มจากลานใบบัวในสวนสมเด็จฯผ่านเข้าสู่สวนรถไฟมาสิ้นสุดที่สนามหญ้าเอนก ประสงค์พื้นที่กว้าง 100 เมตร ยาว 300 เมตร ซึ่งถูกวางให้เป็นพื้นที่ว่างเพื่อรองรับการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง
2.เปิดทางเข้าใหม่บริเวณสวนจตุจักรด้านถนน พหลโยธินและมีสะพานข้ามถนนกำแพงเพชร 3 เชื่อมเข้าสู่สวนสมเด็จฯบริเวณลานบัว และ3. เปิดทางเข้าใหม่ด้านสวนรถไฟบริเวณถนน กำแพงเพชร 2 ใกล้สถานีขนส่งหมอชิต 2 ออกแบบเป็นทางเดินมีหลังคาแนวโค้งความยาว 800 เมตรเข้ามาเชื่อมกับสวนจตุจักรย่านตลาดนัดจตุ จักร โดยกทม.ได้ติด แผ่นป้ายประชาสัมพันธ์โครงการบริเวณทางเข้า 2 แห่งของสวนรถไฟเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว
หากดูจากแผนผังดังกล่าวแล้ว สวนรถไฟจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะต้องมีการปรับพื้นที่เพื่อสร้างลาน เอนกประสงค์ และมีทางเดินผ่ากลางสวนพอดี ที่สำคัญที่สุดคือบริเวณที่ต้องมีการปรับพื้นที่นั้นมีต้นไม้เล็กใหญ่นับพัน ต้นเช่นต้นจามจุรี ชมพูพันธ์ทิพย์ ข่อย ยางนา มะค่า ประดู่ ราชพฤกษ์ มะฮอกกานี ฯลฯ ตั้งแต่ต้นเล็กๆอายุ 6-7 ปี ไปจนถึงต้นใหญ่ๆอายุเกือบร้อยปี
รวมทั้งพื้นที่เมืองจำลองสำหรับให้เยาวชน เรียนรู้กับปฏิบัติตามกฏจราจร สนามเด็กเล่น สำนักงานสวนรถไฟ และเนินดินสูงๆต่ำบริเวณนั้นก็ต้องถูกปรับพื้นที่ออกไปเพื่อสร้างเป็นลาน กิจกรรมด้วย
ที่สำคัญโครงการนี้มีการประชาสัมพันธ์น้อยมาก เพราะชาวบ้านละแวกนั้นหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสวนยังไม่ ทราบเลยว่ามีโครงการนี้อยู่!
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประชาชนผู้ใช้บริการ และชมรมวิ่งสวนรถไฟรวมตัวคัดค้านล่ารายชื่อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจน ม.ร.ว.สุขุม พันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกทม.มีคำสั่ง ชลอโครงการออกไปแล้ว ขณะที่นางจุรี จันทรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ กทม.กล่าวว่า กทม.ยังไม่ได้ มีการดำเนินโครงการใดๆ เพียงแค่ประชาสัมพันธ์และเตรียมจัดประชาพิจารณ์ในวันที่ 27 มิ.ย. 2553 แต่เมื่อมีเสียงคัดค้านก็ต้องชลอโครงการออกไป ตามคำสั่งของผู้ว่าฯ
“วิโรจน์ สุทธิสีมา” ประชาชนผู้ใช้บริการสวนรถไฟกล่าวว่าตนไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว เพราะต้องมีการตัดหรือล้อมต้นไม้นับพันต้น โดยเฉพาะต้นไม้ต้นใหญ่ที่น่าเสียดายมากหากต้องตัดออกไป หรือหากจะล้อมต้นไม้ก็ไม่สามารถทำได้ง่ายๆเช่นกันเพราะล้อมไปปลูกที่อื่นก็ อาจตายได้ หรือถ้ายังอยู่ก็จะเสียรูปทรงและไม่สู้ลม
“งบตั้ง 600 ล้านบาท ผมว่าจะดีกว่าถ้านำมาปรับปรุงถนนให้ดีขึ้นและปรับไหล่ทางบางตอนที่สูงชัน เสี่ยงต่อการหกล้มบาดเจ็บ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็ใช้งบไม่มากถึง 600 ล้านบาทด้วย”
ขณะที่ สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียวให้ความเห็นว่าปกติพื้นที่กรุงเทพฯก็มีพื้นที่สี เขียวน้อยอยู่แล้ว หากจะมีการปรับปรุงอะไรก็ควรจะเป็นการทำเพื่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมและเลิกงุบงิบทำเพราะสังคมปัจจุบันตื่นตัวกับ เรื่องนี้มาก
“หรือ อย่างกรณีของเขาใหญ่ เห็นได้ชัดว่ารัฐไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของคนในสังคม โดยส่วนตัวก็เห็นใจกรมทางหลวงนะว่าต้องทำหน้าที่ แต่ถ้ามาดูภาพใหญ่แบบบูรณาการจะเห็นว่ามันไม่ใช่ ภาครัฐนั่นแหละต้องตื่น ไม่ใช่ว่าเป็นการแก้ปัญหานี้แล้วไปสร้างปัญหาอื่นให้ตามมาอีก เราต้องให้ทุกฝ่ายดูโจทย์ร่วมกันและหาทางออกที่ยั่งยืนเพื่อที่จะได้ไม่ต้อง มีใครเสียสละกับการพัฒนาต่อไปอีก"







