
บอนด์เอเชียเนื้อหอม ต่างชาติไม่ถอนทุนหนี
เป็นที่คาดการณ์กันในวงกว้างว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
เป็นที่คาดการณ์กันในวงกว้างว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปี ได้จุดชนวนกระแสความกังวลว่าอาจจะก่อให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากบรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชียอย่างหนัก อย่างที่เคยเกิดมาก่อนหน้านี้ ในช่วงที่มีการรายงานว่า เฟดจะค่อยๆ ปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เมื่อมองในอีกด้านหนึ่งแล้ว สหรัฐเป็นเพียงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงประเทศเดียวในโลก ที่มีท่าทีว่าจะใช้มาตรการทางการเงินให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น นับว่าสวนทางกับการลุยกระตุ้นเศรษฐกิจของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก
นำโดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ได้ประกาศเริ่มอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2015 ไปจนถึงอย่างน้อยเดือน ก.ย. 2016 ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ก็ได้ใช้วิธีการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่วงเงิน 80 ล้านล้านเยน/ปี
ฉะนั้นแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่ากระแสเงินร้อนที่ไหลบ่าออกมาจากธนาคารกลางต่างๆ จะยังคงอยู่ในระบบการเงินโลก แม้ว่าเฟดจะดำเนินมาตรการรัดกุมขึ้นก็ตาม โดยรายงานจากบลูมเบิร์กอ้างข้อมูลการแลกเปลี่ยน
ระบุว่า การกระตุ้นจากอีซีบี และ บีโอเจได้ทำให้นักลงทุนยังคงลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาลในรูปของสกุลเงินท้องถิ่น ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย” อันได้แก่ อินเดีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย เพิ่มมากขึ้นทำสถิติในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้
นักลงทุนต่างชาติได้พากันลงทุนในพันธบัตรรูปสกุลเงินท้องถิ่นของรัฐบาลอินเดีย ในช่วง 2 เดือนแรกสูงถึง 5,350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.71 แสนล้านบาท) นับว่าเป็นปริมาณเงินลงทุนที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ปี 1999 เลยทีเดียว ขณะที่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซีย 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 ส่วนพันธบัตรของรัฐบาลเกาหลีใต้นั้นมีเงินทุนไหลเข้าไปหามากถึง 5,340 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
“อิทธิพลของเฟดและการเข้าสู่วงจรที่รัดกุมมากขึ้น ในท้ายที่สุดกำลังถูกทำลายไปอย่างน้อยก็ในระยะสั้น เนื่องจากว่าเงินทุนที่ถูกปล่อยออกมาจากการผ่อนคลายของธนาคารกลางจำเป็นต้องหาที่อยู่” บรรดานักวางกลยุทธ์ของเอชเอสบีซี โฮลดิ้ง ระบุในรายงาน
การวิ่งเข้าหาตลาดพันธบัตรรัฐบาลในชาติตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรดังกล่าวปรับตัวลดลง 0.21% ไปอยู่ที่ 4.19% เทียบกับอัตราของประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก อยู่ที่ 4.72% เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการสะท้อนว่า ความเสี่ยงของตลาดพันธบัตรใน “ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย” ดูมีความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากเฟด
ขณะเดียวกัน อีพีเอฟอาร์ โกลบอล องค์กรจับตาความเคลื่อนไหวของทุนโลก พบว่า นับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 20 ก.พ. มีทุนไหลเข้ามาในพันธบัตรเอเชียถึง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรเอเชียถึง 654 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนละตินอเมริกาดึงดูดทุนได้ 44 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา มีทุนไหลออกถึง 48 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซิสดีคอฟ ระบุว่า แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะส่งผลกระทบในทางลบต่อประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ทว่าอาจจะได้เห็นการทำผลงานได้ดีจากพันธบัตรในเอเชีย
“ไม่เหมือนกับประเทศตลาดเกิดใหม่ในยุโรป แอฟริกา และละตินอเมริกา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเอเชียนั้นปราศจากความไม่แน่นอนทางการเมือง” เยอร์แลน ซิสดีคอฟ หัวหน้าด้านกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งดูแลสินทรัพย์มูลค่า 2.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ของไพโอเนียร์ เมเนจเมนท์ ในลอนดอน กล่าว
ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเอเชียยังได้รับแรงหนุนทางเศรษฐกิจในเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำด้วย เนื่องจากว่าประเทศในเอเชียจำนวนมากเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน
นอกจากนี้แล้ว เศรษฐกิจในหลายประเทศของเอเชียที่กำลังพัฒนาเองก็ส่งสัญญาณเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา ที่รีจิส แชทเทลเลียร์ นักวางกลยุทธ์จากโซซิเอเต เจนเนอรัล ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ
ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันประเทศตลาดเกิดใหม่ภายนอกเอเชียนั้นกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นในละตินอเมริกา นำโดยประเทศบราซิล หนึ่งในกลุ่มประเทศบริกส์ ที่ในขณะนี้
ปีโตรบราส บริษัทผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ กำลังเข้าไปพัวพันกับการคอร์รัปชั่นซึ่งประเมินกันว่า บริษัทดังกล่าวคิดเป็น 10% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเลยทีเดียว และจากข่าวฉาวดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินของประเทศ แต่ยังมีการเรียกร้องให้ถอดถอนประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ แห่งบราซิล ออกจากตำแหน่งด้วย
ข้ามมาที่ประเทศในกลุ่มบริกส์อีกหนึ่งนั้น ก็คือ “รัสเซีย” ที่ในขณะนี้ต้องบอกเลยว่ากำลังเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเช่นกัน ทั้งจากปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่ตกต่ำ และอีกประการหนึ่ง คือ จากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก อันเนื่องมาจากวิกฤตในยูเครน ขณะเดียวกันวิกฤตในยูเครนยังได้ส่งผลกระทบกระเพื่อมก่อให้เกิดการไหลออกของเงินทุนในแถบยุโรปกลางอีกด้วย
“เอเชียเป็นเสมือนที่ปลอดภัยภายในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่โดยรวมแล้วทำผลงานได้ไม่ดี โดยสำหรับละตินอเมริกา อัตราการผิดชำระหนี้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากว่าพันธบัตรส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทที่กำลังถูกสืบสวนเรื่องการคอร์รัปชั่นส่วนยุโรปตะวันออกก็ติดอยู่กับรัสเซีย และยูเครน” เบ็นซี่ หัวหน้าด้านตราสารหนี้ของเอเชีย จากเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค กล่าว







