posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ

03 มีนาคม 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

เมื่อ พ.ศ. 2555 มีรายงานการทำแท้งโดยถูกกฎหมายในอังกฤษทั้งสิ้น 185,122 ราย โดยเชื่อว่าไม่มีการทำแท้งเถื่อนหรือหากมีก็น่าจะน้อยมาก ทั้งนี้เป็นผลจากการปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง จนเกิดพระราชบัญญัติทำแท้ง พ.ศ. 2510 (Abortion Act 1967) ทำให้สถานการณ์การทำแท้งในอังกฤษเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย

ในปี พ.ศ. 2509 ช่วงที่ร่างกฎหมายทำแท้งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงมหาดไทยของอังกฤษก็ประมาณการตัวเลขการทำแท้งเถื่อนราวปีละ 100,000 ราย ขณะที่มีตัวเลขผู้ที่ไปรับบริการที่น่าเชื่อว่าเป็นการทำแท้ง “โดยถูกกฎหมาย” จากภาคเอกชนราว 30,000 ราย ซึ่งคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีฐานะดี สามารถไปซื้อบริการราคาแพงจากโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนได้โดยไม่ต้องลักลอบไปหาหมอเถื่อน และส่วนมากมิได้ลงบันทึกในรายงานว่าเป็นการทำแท้ง แต่เป็นการไปทำ “ขยาย” (ปากมดลูก) และ “ขูด” (มดลูก) (Dilatation and Curettage หรือ D&C)

ในช่วงที่ร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาฝ่ายที่คัดค้านมีข้อโต้แย้งสำคัญข้อหนึ่งคือ หากมีการแก้ไขกฎหมายจะทำให้เกิดการทำแท้งเพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฏว่าเมื่อกฎหมายผ่านสภาแล้ว การณ์ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ สถิติการทำแท้งค่อนข้างคงที่มาโดยต่อเนื่อง โดยสถิติย้อนหลังไป 10 ปี จากรายงานการทำแท้งนับจาก พ.ศ. 2545-2554 มีตัวเลขตามลำดับคือ 175,923 ราย 181,582 ราย 185,713 ราย 186,418 ราย 193,737 ราย 198,499 ราย 195,298 ราย 189,100 ราย 189,574 ราย และ 189,931 ราย

ที่น่าสนใจคือ จำนวนคนที่ไปรับบริการทำแท้งตั้งแต่ท้องอ่อนๆ มีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแปลว่าหญิงที่ตั้งครรภ์สามารถเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งผลก็คือจะปลอดภัยมากขึ้น เพราะแพทย์สามารถช่วยได้ง่ายกว่า โดยในปี 2545 ผู้รับบริการทำแท้งตั้งครรภ์ 3-9 สัปดาห์ 57% 10-12 สัปดาห์ 30% 13-19 สัปดาห์ 11% และ 20 สัปดาห์หรือมากกว่า 2%  ขณะที่ในปี 2555 ตัวเลขเท่ากับร้อยละ 77, 14, 7 และ 2 ตามลำดับ ผู้ทำแท้งอายุครรภ์อ่อนๆ คือ 3-7 สัปดาห์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 ในช่วง 10 ปี

ปัจจุบันมียาที่สามารถช่วยให้ทำแท้งได้ดีและปลอดภัย ยาดังกล่าวออกมานานหลายสิบปีแล้ว และมีใช้โดยถูกต้องตามกฎหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 37 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 1 ใน 3 ของโลก ทำให้แพทย์นิยมให้บริการทำแท้งโดยใช้ยาเป็นหลัก โดยเฉพาะในครรภ์อ่อนๆ ไม่เกิน 9 สัปดาห์ ในอังกฤษ เมื่อปี 2545 ทำแท้งโดยใช้ยา เพียงร้อยละ 14 ใช้เครื่องมือร้อยละ 86 แต่ในปี 2555 สัดส่วนทำแท้งโดยใช้ยาสูงขึ้นเป็นร้อยละ 48 ใช้เครื่องมือลดลงเหลือเพียงร้อยละ 52

อันที่จริงสัดส่วนการทำแท้งโดยการใช้ยาในประเทศอื่นโดยทั่วไปจะสูงกว่านี้มาก เพราะเป็นวิธีที่ได้ผลดีและปลอดภัยโดยที่แพทย์ไม่ต้องใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดและมดลูก แต่เพราะกฎหมายในอังกฤษกำหนดให้การใช้ยาเพื่อกระตุ้นการแท้งต้องทำในสถานพยาบาล ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ผู้รับบริการ เพราะยาที่ใช้มี 2 ชนิด หลังให้ชนิดแรกแล้วราว 24 ชั่วโมง จะต้องกลับไปรับยาชนิดที่สองอีก 1 ครั้ง หลังจากนั้นต้องกลับไปรอให้แท้งที่บ้าน บางคนยาออกฤทธิ์เร็วอาจแท้งระหว่างทาง ทำให้ยังมีหญิงจำนวนมากเลือกรับบริการโดยการใช้เครื่องมือ เพราะปัจจุบันก็มีการพัฒนาเครื่องมือขึ้นจนสามารถทำได้อย่างค่อนข้างรวดเร็วและปลอดภัยสูง โดยสามารถทำเสร็จแบบ “ม้วนเดียวจบ” ในเวลา 4-5 นาทีเท่านั้น

สมัยก่อนการทำแท้งโดยใช้เครื่องมือทำโดยวิธี “ขยายและขูด” ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าปัจจุบันมาก ปัจจุบันมีการประดิษฐ์เครื่องมือที่ใช้ดูดแทนการขูดทำให้ปลอดภัยมากขึ้น และง่ายขึ้นมาก

น่าสนใจว่าผู้ประดิษฐ์เครื่องมือนี้เป็นนักจิตวิทยาชื่อ ฮาร์วีย์ คาร์เมน (Harvey Karmen) เป็นชาวอเมริกันที่มีแววเป็นนักประดิษฐ์มาตั้งแต่ยังเด็ก โดยการประดิษฐ์หุ่นเครื่องบิน เขาดัดแปลงกระบอกฉีดยาขนาด 50 ซีซีทำหัวล็อกต่อกับหลอดพลาสติกที่สอดเข้าไปในมดลูก ทำให้สามารถทำแท้งได้อย่างปลอดภัยภายในเวลา 4-5 นาทีเท่านั้น ฮาร์วีย์และศาสตราจารย์มัลคอล์ม พอตตี้ แห่งสหราชอาณาจักรตีพิมพ์เผยแพร่เครื่องมือนี้ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ต เมื่อ พ.ศ. 2515 ทำให้เครื่องมือนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ปัจจุบันมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การทำแท้งจึงปลอดภัยทั้งโดยการใช้ยาและเครื่องมือ โดยเฉพาะถ้าทำขณะท้องอ่อนๆ

อังกฤษมีสวัสดิการรักษาพยาบาลโดยหน่วยบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือเอ็นเอชเอส (National Health Service หรือ NHS) ผู้ไปรับบริการทำแท้งจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าบริการเอง แต่เป็นหน่วยงานแห่งนี้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จ่าย ทั้งกรณีที่ทำในโรงพยาบาลสังกัดเอ็นเอชเอส และที่ไปรับบริการจากหน่วยงานอื่นที่เบิกจ่ายจากเอ็นเอชเอส แต่จะไปรับบริการจากสถานพยาบาลเอกชนโดยจ่ายเองก็ได้ ในปี 2545 สัดส่วนผู้ไปรับบริการจากโรงพยาบาลของเอ็นเอชเอสร้อยละ 42 หน่วยงานอิสระที่เบิกจ่ายจากเอ็นเอชเอสร้อยละ 36 จ่ายเองร้อยละ 22 ปี 2555 สัดส่วนเปลี่ยนเป็นร้อยละ 35, 62 และ 3 ตามลำดับ จะเห็นว่าผู้ที่จ่ายเองลดลงมากจากร้อยละ 22 เหลือเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น

กฎหมายทำแท้งของอังกฤษจึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องการทำแท้งได้อย่างมากแม้จะยังมีปัญหาและข้อจำกัดอยู่บ้างเมื่อเทียบกับยุโรปหลายประเทศที่กฎหมายก้าวหน้าไปกว่ามาก แต่กว่าอังกฤษจะเดินมาถึงก้าวนี้ ก็นับว่าเดินมาได้ไกลมากแล้ว และน่าสนใจว่าอังกฤษปฏิรูปกฎหมายนี้สำเร็จได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่