
ปลดหนี้เกษตรกร....ไม่ง่ายอย่างที่คิด
8...ทีมข่าวการเงิน
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งใหม่ ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งออกสารพัดโครงการประชานิยมเพื่อเอาใจฐานเสียงชาวรากหญ้า
โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการประชานิยมยอดฮิตติดท็อปไฟว์ ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามา ถ้าใครคิดอะไรไม่ออก ก็ชูนโยบายปลดเปลื้องภาระหนี้สินให้เกษตรกร
ทำเอาลูกหนี้ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนผู้เสียภาษีบำรุงประเทศชาติอย่างไม่ขาดตกบกพร่องต้องน้ำลายหก เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทั้งบีบทั้งเค้นให้สถาบันการเงินออกมาตรการต่างๆ ทั้งยืดหนี้ ลดเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย แถมยังพักหนี้ให้กับเกษตรกร แต่ก็ยังเคยเห็นว่ารัฐบาลไหนจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องหนี้ภาคเกษตรกรได้แบบเบ็ดเสร็จเสียที
ล่าสุดรัฐบาลมาร์คหน้าหล่อก็ขอแจมโครงการปลดเปลื้องหนี้สินให้พี่น้องเกษตรกรที่เป็นฐานเสียงบ้าง ซึ่ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ออกมาจุดพลุเรื่องการแก้หนี้เกษตรกรขนานใหญ่ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เดินหน้าตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา
โดยรัฐบาลมีแผนปลดหนี้ให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งมีจำนวน 8 หมื่นราย จากทั้งหมด 5.1 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่อยู่กับ 4 สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารกรุงไทย โดยจะใช้วิธีการลดหนี้ให้เกษตรกรถึง 50% และจะขอให้ธนาคารเจ้าหนี้ยกดอกเบี้ยค้างชำระให้ทั้งหมด
โดยจะให้ยกหนี้ส่วนที่เหลืออีก 50% ในกรณีที่เกษตรกรสามารถชำระหนี้เก่าคืนได้หมดภายใน 15 ปี แต่เมื่อลองมาพิจารณาเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือในโครงการนี้ จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าโครงการนี้แล้ว พบว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการยกหนี้ให้กับเกษตรกรง่ายๆ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ เพราะเงื่อนไขค่อนข้างเขี้ยว
เหตุที่ต้องเข้มเนื่องจากความเห็นของเจ้าหน้าที่ของธนาคารต่างก็หวั่นเรื่องลูกหนี้ไม่มีวินัยทางการเงิน และเห็นว่าคนที่เป็นหนี้ก็ควรต้องชดใช้หนี้ ซึ่งมติ ครม.ระบุชัดว่าถ้าหากเกษตรกรสามารถใช้หนี้คืน 50% ได้ทั้งหมดในเวลา 15 ปี ที่อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยหรือเอ็มอาร์อาร์ ที่ระดับ 6.75% ก็จะได้รับการยกหนี้ที่เหลืออีก 50% ให้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมด
กรณีที่ได้เข้าโครงการแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ กล่าวคือถ้าผิดนัดชำระหนี้แม้แต่งวดเดียว สภาพการเป็นลูกหนี้ที่ได้รับการยกเว้นจะคืนกลับสภาพเดิม คือถูกกลับมาคิดยอดหนี้เต็ม 100% พร้อมดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดจะถูกดึงกลับมาคิดตามเดิมทันที
รวมทั้งยังกำหนดให้คนที่เข้าโครงการนี้ ต้องเข้าโครงการอบรมเพื่อฟื้นฟูอาชีพอย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปี โดยที่สถาบันการเงินจะไม่มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้อีกในระหว่าง 15 ปี ที่ทยอยใช้หนี้เดิม เพราะถือว่าลูกหนี้ได้เข้าสู่กระบวนการของกองทุนฟื้นฟูฯ จึงไม่ถือเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้มีตั้งกรรมการที่เป็นตัวแทนจากราชการและตัวแทนจากชุมชน เพื่อคัดเลือกลูกหนี้ตัวจริงที่สมควรได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการนี้ เป็นการช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ได้ช่วยคนที่ล้มบนฟูก
โดยให้พิจารณาจากเกณฑ์ เช่น มีปัญหาด้านการผลิต ปัญหาด้านการตลาด ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย จนทำให้เป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล
เนื่องจากขณะนี้มีเกษตรกรหลายรายที่พยายามเข้ามาติดต่อ ธ.ก.ส. เพื่อขอเข้าโครงการลดหนี้ 50% และต้องการจะนำเงินมาชำระหนี้ทั้งก้อนทันที โดยในปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ อยู่ 5.2 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกันประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการมีความกังวลเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเดินหน้าตามโครงการประชานิยมครั้งนี้
โดยเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้รายดังกล่าวเป็นลูกหนี้ที่มีหลักประกันดีเกินกว่ามูลหนี้ เช่น กรณีของ ธ.ก.ส. กำหนดให้หลักประกันในการขอสินเชื่อจะต้องมีมูลค่ามากกว่ามูลหนี้ 2 เท่า จึงมีความกังวลว่าในเมื่อลูกหนี้มีหลักประกันดี แต่ถูกสั่งให้ลดหนี้ให้ 50% ดังนั้นจึงมีแนวคิดจะเสนอให้รัฐบาลชดเชยในส่วน 50% ที่เหลือคืนให้กับสถาบันการเงิน แต่ยังไม่มีการระบุจำนวนเงินที่ต้องชดเชย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการเสนอหลักการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. วันที่ 22 มิ.ย.นี้
จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขในโครงการนี้เข้มงวดมากกว่าโครงการปลดเปลื้องหนี้สินเกษตรกรครั้งก่อน ซึ่งเชื่อแน่ว่าแม้จะมีเกษตรกรลูกหนี้ได้เข้าโครงการทั้ง 8 หมื่นราย แต่สุดท้ายก็จะมีปัญหากับคนที่ขาดวินัยทางการเงินชำระหนี้ไม่ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และค่อยๆ หลุดออกจากโครงการนี้ กลายสภาพกลับมาเป็นหนี้เสียตามเดิม
ทำให้สุดท้ายปัญหาเรื่องหนี้สินเกษตรกรก็ยังเป็นของที่คู่กับสังคมไทย ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการลด แลก แจก แถม มากเท่าไรก็ตาม และไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามหาเหตุผลอะไรเพื่อเดินหน้าโครงการประชานิยมเหล่านี้อีก ก็เชื่อแน่ว่าจะไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้
มิหนำซ้ำจะยิ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องปัญหาการขาดวินัยทางการเงินของคนในระดับรากหญ้าให้กลายเป็นปัญหาที่ฝังลึกไปถึงระดับรากเหง้าของสังคมไทยมากขึ้นไปทุกที







