
รื้อโครงสร้างการเมือง ก้าวหน้าหรือลงคลอง
โครงสร้างสถาบันการเมืองของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น “คณะรัฐมนตรี” “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โครงสร้างสถาบันการเมืองของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น “คณะรัฐมนตรี” “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา” กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้มติเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่
1.คณะรัฐมนตรี : สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงของ ครม.ชุดใหม่ คือ “นายกรัฐมนตรี” ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. เพื่อเปิดทางให้คนนอกเข้ามาเป็นผู้นำประเทศในช่วงเกิดวิกฤตของประเทศได้ แต่ต้องให้สภาลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส.
ใช่ว่าจะมีแต่ที่มาของนายกฯ เท่านั้นที่เปลี่ยน เพราะนายกฯ ยังมีอำนาจบางส่วนที่เพิ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.การให้อำนาจนายกฯ ยุบสภาในกรณีที่สภาลงมติไม่ไว้วางใจ 2.ยื่นเรื่องต่อสภาให้ไว้วางใจตัวเองได้ แต่หากสภาลงมติไม่ไว้วางใจ นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ก็ได้ และ 3.แถลงต่อสภาในกรณีที่ต้องการตรากฎหมายสำคัญ แต่หากสภาไม่เห็นชอบจะมีผลให้นายกฯ ต้องยุบสภา
2.สภาผู้แทนราษฎร : ด้วยความที่คณะ กมธ.ยกร่างไม่ต้องการให้เกิดเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาเหมือนที่ผ่านมา จึงตัดสินใจนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม หรือระบบเยอรมันมาปรับใช้ กล่าวคือ กำหนดให้มี สส. 450-470 คน แบ่งเป็นระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 250 คน และบัญชีรายชื่อ 200-220 คน
การคำนวณจำนวน สส.ที่พรรค การเมือง หรือกลุ่มการเมืองจะได้รับนั้นจะคิดตามคะแนนจริงที่ประชาชนลงให้กับแต่ละพรรคและกลุ่มการเมือง นำไปคำนวณกับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อให้ได้จำนวน สส.ตามความต้องการของประชาชน
ยกตัวอย่างในกรณีของการเลือกตั้งตามระบบใหม่ เช่น หากพรรคหรือกลุ่มการเมืองใดได้คะแนนของระบบสัดส่วน 10% เท่ากับจะได้จำนวน สส. 45 คน โดยถ้าได้ สส.แบ่งเขตไม่ถึง 45 คน ก็จะนำจำนวน สส.ระบบสัดส่วนมาเติมให้ได้ครบ 45 คน แต่ในทางกลับกันถ้าได้ สส.ระบบแบ่งเขตเกิน 45 คนแล้ว ก็จะไม่เพิ่ม สส.ระบบสัดส่วนให้อีก
นอกจากนี้ การได้มาซึ่ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อของบุคคลจะมาจากการลงคะแนนเลือกของประชาชนโดยตรง หมายความว่า ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อที่อยู่ในลำดับที่ 10 ก็มีสิทธิได้เป็น สส.ลำดับที่ 1 ของบัญชีนั้นได้
3.วุฒิสภา : ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติให้มี สว.จำนวน 200 คน โดยมีที่มาจาก “การเลือกตั้งทางอ้อม” ผ่าน 5 ช่องทาง 1.อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานศาลฎีกา เลือกกันเองให้เหลือ 10 คน 2.อดีตข้าราชการพลเรือนที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อดีตข้าราชการทหารซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กร เลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละไม่เกิน 10 คน
3.ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง เลือกกันเองไม่เกิน 10 คน 4.บุคคลที่มาจากการเลือกกันเองขององค์กรด้านเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรต่างๆ จำนวนไม่เกิน 50 คน และ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิในหลายๆ ด้าน เช่น การเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการยุติธรรม ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น จำนวนไม่เกิน 100 คน โดยจะผ่านกระบวนการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา สมัชชาพลเมือง และองค์กรท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน ในเรื่องอำนาจของ สว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พบว่ามีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ การให้ สว.มีอำนาจกลั่นกรองรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
โดยสิทธิขาดในการเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรียังคงอยู่ในมือนายกฯ เพราะวุฒิสภาไม่มีอำนาจลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายชื่อที่นายกฯ เสนอมาเพียงแต่ทำการตรวจสอบประวัติ และส่งรายงานให้นายกฯ ทราบใน 15 วัน
ขณะเดียวกัน สว.จากระบบการเลือกตั้งทางอ้อมสามารถเข้าชื่อรวมกันให้ไม่น้อยกว่า 40 คน เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ด้วย ซึ่งเป็นการพลิกโฉมวุฒิสภาครั้งใหญ่ เนื่องจากวุฒิสภาในฐานะสภาสูงจะมีหน้าที่
กลั่นกรองกฎหมาย ส่วนอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลยังมีอยู่
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีรักษาการ กรณีมีการยุบสภา รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม หากเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญ ต้องให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
ต้องรอดูกันต่อไปว่าเมื่อโครงสร้างของสถาบันการเมืองได้เปลี่ยนแปลง การปฏิรูปประเทศไทยจะได้ถึงฝั่งฝันหรือไม่ และที่สำคัญจะฝ่าแรงต้านที่ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ คนนอก และ สว.ลากตั้ง ได้หรือไม่ จากนี้ต้องไม่กะพริบตา







