
เจาะทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์
นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มขึ้นและลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สอดคล้องกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
โดย...ปิยากร ชลวร
นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มขึ้นและลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สอดคล้องกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดัชนีของสินค้าโภคภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตรกรรม และด้านพลังงาน ซึ่งรวมถึงน้ำมัน ต่างเพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในช่วงกลางปี 2008 ก่อนที่จะลดต่ำลงในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินทั่วโลก และฟื้นตัวขึ้นพร้อมๆ กันหลังจากนั้น
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ 1) อุปสงค์จากตลาดเกิดใหม่ 2) การเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และ 3) การดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณของธนาคารกลางสหรัฐ
เป็นที่เข้าใจกันว่า ปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้นคืออุปสงค์จากประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ ถ้าไม่นับน้ำมันแล้ว ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่าประเทศหรือกลุ่มเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วสามอันดับแรกของโลกรวมกันเสียอีก ในช่วงปี 2006-2008 การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่นำไปสู่อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และผลักดันให้ราคาสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้น แต่เมื่อประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่กลับมาเติบโตด้วยอัตราที่ช้าลง นับแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยทั่วไปจึงมีแนวโน้มที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน
การเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมนั้นดูเหมือนจะสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของน้ำมัน สิ่งที่จะอธิบายพฤติกรรมนี้ได้ดีคือ “การเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน” การเติบโตขึ้นของการลงทุนตามดัชนีในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้นำไปสู่อุปสงค์การลงทุนของสินค้าโภคภัณฑ์รวมจากนักลงทุนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่รวมอยู่ในดัชนีที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี 2 ดัชนี นั่นคือ S&P GSCI และ DJ-UBSCI เมื่อเป็นเช่นนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่สินค้าในกลุ่มพลังงาน จึงมีค่าสหสัมพันธ์กับราคาน้ำมันและระหว่างกันและกันเพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยผลักดันอีกประการหนึ่งคือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งทำให้นักลงทุนโดยทั่วไปเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย นับตั้งแต่ที่ได้มีการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในไตรมาสแรกของปี 2009 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลบวกจากการที่ระดับความต้องการความเสี่ยงโดยรวมของนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้น
ก่อนที่จะมีการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณนั้น ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างสินค้าโภคภัณฑ์กับตราสารทุนโลกนั้นอยู่ที่ราว 0.0-0.2 ทว่านับตั้งแต่ที่ได้เริ่มดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ค่าสหสัมพันธ์ได้ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ในช่วงประมาณ 0.4-0.8 เมื่อมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณใกล้สิ้นสุดลง ตราสารทุนและสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาเริ่มให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยค่าสหสัมพันธ์ระหว่างสินค้าโภคภัณฑ์กับทุนในระดับโลกเริ่มลดลงมาใกล้เคียงกับระดับก่อนที่จะมีการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ
และเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่ามีการฟื้นตัว นักลงทุนก็ได้โยกเงินลงทุนจากการลงทุนในตราสารทุนของตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังการลงทุนในตราสารทุนของสหรัฐ โดยนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2013 เป็นต้นมา ซึ่งอยู่ในช่วงราวๆ 6 เดือนก่อนที่จะมีการประกาศสิ้นสุดนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ ตราสารทุนของสหรัฐได้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ของตลาดเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับมุมมองในอนาคต ในสภาวะที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ มีแนวโน้มว่าเราจะเห็นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถ้ามองจากอดีตที่ผ่านมา สินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนไม่ดีในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อลดลง
อย่างไรก็ตาม จากการที่อุปสงค์การลงทุนทางการเงินในสินค้าโภคภัณฑ์ก็ได้ลดลงบ้างแล้ว ดังที่แสดงให้เห็นโดยจำนวนการถือครองสถานะโดยนักเก็งกำไรที่ลดลงในตลาดน้ำมันล่วงหน้า จึงเชื่อว่าปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละอย่างน่าจะกลับไปสู่อุปทานและอุปสงค์ที่แท้จริงมากขึ้น
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของธนาคารแห่งญี่ปุ่นน่าจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม แต่สินค้าโภคภัณฑ์อาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการเหล่านี้ ในเดือน พ.ย. 2014 ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ได้เพิ่มขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (QQE) เป็น 80 ล้านล้านเยน/ปี นอกจากนี้ในเดือน ม.ค. 2015 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็น 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน โดยมูลค่ารวมทั้งหมดอาจเป็นจำนวนถึง 1 ล้านล้านยูโร เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล หลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน และตราสารหนี้ประเภท Covered Bond
คำถามที่น่าสนใจคือ มาตรการเหล่านี้จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นสูงพร้อมๆ กันเหมือนกับที่มาตรการผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้เกิดขึ้นมาแล้วหรือไม่นั้นเชื่อว่า ผลโดยอ้อมที่สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับน่าจะไม่มากเหมือนกับในช่วงที่มีการดำเนินมาตรการคิวอีชุดแรก







