
กมธ.ยกร่างฯเห็นชอบรมต.ห้ามหนีตอบกระทู้สดสภา
กรรมาธิการยกร่างฯ วางหลักรัฐมนตรีห้ามหนีกระทู้สดของสภาฯ นัดถกที่มาครม. 26 ก.พ. จับตาวิธีเลือกนายกฯ
กรรมาธิการยกร่างฯ วางหลักรัฐมนตรีห้ามหนีกระทู้สดของสภาฯ นัดถกที่มาครม. 26 ก.พ. จับตาวิธีเลือกนายกฯ
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในส่วนการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้สดของสภาผู้แทนราษฎรด้วยตัวเอง เว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัย
ขณะเดียวกัน ได้บัญญัติให้สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1ใน5ของจำนวนสส.เท่าที่มีอยู่สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯคนใหม่ และเมื่อได้มีการยื่นญัตติไปแล้ว นายกฯจะยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ โดยการลงมติในญัตติดังกล่าวให้นับเฉพาะคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเท่านั้น และหากสภาฯลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ จะมีผลให้นายกฯต้องพ้นจากตำแหน่งและสภาฯต้องสิ้นสุดลง
นอกจากนี้ ก่อนการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯเป็นเรื่องพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือ การทุจริตต่อหน้าที่ จะต้องยื่นคำร้องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก่อน แต่หากเป็นกรณีการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯในเรื่องเกี่ยวกับความเสียหายของงบประมาณแผ่นดิน จะต้องยื่นคำฟ้องไปยังศาลวินัยทางการเงินและการคลังและการงบประมาณ
ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาได้มีกมธ.ยกร่างฯสอบถามว่า ทำไมถึงให้อำนาจนายกฯยุบสภาฯในกรณีที่แพ้โหวตในญัตติไม่ไว้วางใจ เนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายกฯ ซึ่งสภาฯเพียงแค่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ดังนั้น การยุบสภาฯจึงไม่ยุติธรรมแก่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะไม่ได้ส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดแต่กลับต้องมาถูกยุบสภาฯด้วยอำนาจของนายกฯ
ด้าน ฝ่ายเลขานุการคณะกมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า เนื่องจากโครงสร้างของสภาฯใหม่จะเป็นรูปแบบของสส.ที่มีความหลากหลายที่มาจากหลายพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง และไม่ทำให้พรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่งมีเสียงข้างมากเกินไป ต่างจากอดีตที่สส.จะอยู่กับพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรคจนมีเสียงข้างมากในสภาฯแบบเด็ดขาด และเมื่อสภาฯเกิดความหลากหลายแล้ว ด้านหนึ่งอาจเป็นสาเหตุให้สส.ตามระบบใหม่สร้างอำนาจต่อรองกับฝ่ายบริหารด้วยเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงมติไว้วางใจนายกฯ ซึ่งอาจเป็นการทำให้การทำหน้าที่ของสส.ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฝ่ายเลขานุการคณะกมธ.ยกร่างฯจึงเห็นว่าควรมีบทบัญญัติดังกล่าวเอาไว้เพื่อป้องกันการสร้างอำนาจต่อรองของสส.
ที่สุดแล้วที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเลขานุการคณะกมธ.ยกร่างฯนำเสนอ
ต่อมา ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯเห็นชอบบทบัญญัติที่ให้สว.จำนวนไม่น้อยกว่า1ใน3เข้าชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ และสส.เป็นอิสระจากมติพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย และการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
จากนั้นในเวลา 21.20น.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกมธ.ยกร่างฯ ได้สั่งปิดประชุมและนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 ก.พ.เวลา 9.00น.เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในหมวดคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีประเด็นสำคัญตรงที่คุณสมบัติและกระบวนการเลือกนายกฯ โดยก่อนหน้านี้คณะกมธ.ยกร่างฯได้เห็นชอบหลักการที่ว่าด้วยการให้นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็นสส.เพียงแต่จะต้องมีการเลือกกันในสภาฯ โดยการประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯในวันที่ 26 ก.พ.ทางคณะกมธ.ยกร่างฯจะพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง







