ย้อนคดี "ธัมมชโย" คืนเงิน = ล้างมลทิน?
พระธัมมชโยไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเพียงแค่นำทรัพย์ที่ได้ไปคืนแก่วัด และมลทินทุกอย่างได้ถูกลบล้างไปทันที
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
สถานะแห่งการดำรงเป็นสงฆ์ของ “พระธัมมชโย” ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งวัดพระธรรมกาย ในชั่วยามนี้ยังเกิดความคลุมเครือ แม้ว่าจะมีคดียักยอกทรัพย์เป็นข่าวครึกโครมขึ้นมาอีกครั้ง กระทั่งกระแสถั่งโถมจากสังคมที่เห็นต่างพระธัมมชโย เรียกร้องให้ถอดผ้าเหลืองออกจากร่างกาย ดั่งลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินาย ที่ต้องให้พระธัมมชโยปาราชิก หมดสิ้นจากความเป็นพระ เหตุยักยอกเงินวัดเกือบ 960 ล้านบาทเป็นสมบัติตัว และเป็นคดีความเมื่อปี 2542 ก่อนที่สุดท้ายจะถอนฟ้องไม่เอาความอย่าง งงงวย เพราะมีการคืนเงินให้วัดแล้ว และไม่มีการกล่าวถึงการปาราชิกของพระธัมมชโยขึ้นมาอีก
กระทั่งมติของมหาเถรสมาคม (มส.) สรุปเสียงไม่ให้พระธัมมชโยต้องปาราชิก เพียงเท่านั้น เสียงต้านก็ดังสนั่นขึ้นมาทันที โดยมีหัวหอกคือ พระพุทธะอิสระ ที่นำมวลชนออกทวงถามว่าเป็นเพราะเหตุใดทำไมไม่ปาราชิก
โพสต์ทูเดย์ ได้สรุปรายละเอียดของคดีดังกล่าวมานำเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบเป็นข้อมูลดังนี้
เริ่มจากปี 2541 พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย กล่าวหาพระธัมมชโย ยักยอกเงินและที่ดินบริจาคจากญาติโยมที่ให้กับวัด พร้อมอวดอุตริมนุสธรรม กระทั่งกรมที่ดินเข้ามาตรวจสอบก็พบว่าพระธัมมชโยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินกว่า 400 แปลง รวมพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่
มส.ในขณะนั้นรับลูกเข้าตรวจสอบทันที และได้ข้อสรุปว่าเป็นจริงดั่งถูกกล่าวหา จึงมีมติให้วัดพระธรรมกายยุติการเรี่ยไรเงินนอกวัด รวมถึงสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระลิขิตให้คืนที่ดินและทรัพย์สินให้กับวัด พร้อมทั้งปาราชิกจากความผิด แต่พระธัมมชโยไม่ยอมเช่นนั้น กรมการศาสนาจึงเข้าแจ้งความกับกองปราบปราม ให้เอาผิดฐานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในฐานเป็นเจ้าพนักงาน นอกจากนี้ ยังมีอดีตทนายความวัดพระธรรมกาย และประชาชนที่เคยเลื่อมใสศรัทธา เข้าแจ้งความดำเนินคดีพระธัมมชโยเช่นกัน ฐานฉ้อโกงเงิน 35 ล้านบาท
ข้อหาที่ถูกฟ้องคือยักยอกเงินวัดไปซื้อที่ดิน โอนถ่ายกรรมสิทธิ์ให้นายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์คนสนิทเป็นผู้ถือครอง และนายถาวรก็เป็นจำเลยพร้อมกับพระอาจารย์ของตัวเอง
คดีดำเนินต่อไปในชั้นกระบวนการยุติธรรม โดยมีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทย์ฟ้องพระธัมมชโย ระยะเวลานานแต่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542-2547 และเหลือการสืบพยานจำเลยอีก 2 นัดตามกำหนดในช่วงเดือนส.ค.2549 ทิศทางขณะนั้นหลายฝ่ายมองในทางเดียวกันว่า “พระธัมมชโย” ไม่น่าจะรอด
แต่แล้วก็พลิก....เมื่อมีการถอนคำฟ้องในวันที่ 21 ส.ค. 2549 อย่างน่าฉงน
เรืออากาศโทวิญญู วิญญกุล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ในขณะนั้น ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้ง 2 คน ด้วยเหตุผลว่า “ปัจจุบัน (ขณะนั้น) จำเลยที่ 1 (พระธัมมชโย) กับพวก ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของคณะสงฆ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนา ทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ส่วนด้านทรัพย์สินนั้น จำเลยที่1กับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดคืน ทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย
การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯครบถ้วนทุกประการแล้ว ประกอบกับขณะนี้ บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักรและไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ อัยการสูงสุด ( นายพชร ยุติธรรมดำรง) จึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา”
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พระธัมมชโยไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเพียงแค่นำทรัพย์ที่ได้ไปคืนแก่วัด และมลทินทุกอย่างได้ถูกลบล้างไปทันที
แต่ว่าเหตุผลดังกล่าวได้ติดอยู่ในใจใครหลายคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะดูเหมือนจะไม่ได้รับคำอธิบายที่กระจ่าง หากแต่เมื่อคนผิดกลับไม่ได้รับโทษ และหากแต่มีการสำนึกโทษนั้น ก็ไม่มีความผิดที่เคยก่อก็เหมือนกับว่าไม่ได้เกิดขึ้น
อำนาจใด หรือสิ่งใดดลใจให้คณะอัยการถอนคำฟ้อง ยังคงเป็นปริศนาที่หลายคนเดาไปได้แทบทุกทิศทาง แต่ความจริงยังไม่ได้ปรากฏออกมา
กระนั้น อีกข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนหน้าที่อัยการจะถอนฟ้องเพียงแค่ราว 1 เดือน พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทยในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้ามาใช้สถานที่วัดพระธรรมกายจัดงานใหญ่ “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60ปี”ระดมท้องถิ่นทั่วประเทศด้วยตัวเลข 8 หมื่นคนมาร่วมงาน และคนที่เป็นประธานในงานขณะนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
**ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ**


