
อาเบะโนมิกส์ไม่ขลัง ไม่ช่วยขยับค่าจ้าง ดับศก.ฟื้น
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัวในระดับดี ญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ก็มีข่าวดีให้ได้ยินเช่นกัน โดยรายงานจากรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อช่วงกลางเดือน ก.พ. ระบุชัดว่า เศรษฐกิจแดนซามูไรไตรมาส 4 ปี 2014 ขยายตัวในอัตรารายปีที่ 2.2%
แม้จะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้าในผลสำรวจของรอยเตอร์ส ว่า ญี่ปุ่นจะโตที่ 3.7% แต่ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญให้เป็นไปตามแถลงการณ์ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ระบุว่าญี่ปุ่นได้ก้าวพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว
ยังไม่นับรวมข่าวดีในภาคการส่งออกของประเทศที่ขยายตัวขึ้นติดต่อกันแล้ว 2 ไตรมาสที่ 2.7% หลังเผชิญหน้ากับความซบเซามานาน แสดงให้เห็นว่ามาตรการผ่อนคลายที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 28% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่สิ้นปี 2012 กำลังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจส่งออกของญี่ปุ่นในที่สุด
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นความดีความชอบของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ
อาเบะแห่งญี่ปุ่น กับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่รู้จักกันดีทั่วโลกแล้วในนาม “อาเบะโนมิกส์” อันประกอบด้วย การดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน การเพิ่มรายจ่าย และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งผู้นำแดนปลาดิบนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2012
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับอดตั้งคำถามไม่ได้ว่านโยบายอาเบะโนมิกส์ประสบความสำเร็จในการผลักดันเศรษฐกิจดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ให้ฟื้นคืนและเติบโตได้อย่างดีจริงหรือ
เหตุผลเพราะต่อให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หนึ่งในปัจจัยชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นจะขยับปรับขึ้นก็จริง แต่ภาคเศรษฐกิจบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากนโยบายผ่อนคลายไปเต็มๆ กลับไม่กระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย ขณะที่ความต้องการบริโภคของประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งไว้ที่ 2%
ผลลัพธ์ความเคลื่อนไหวข้างต้นนี้ยังส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักลงความเห็นตรงกันอีกว่า แท้จริงแล้ว นโยบายอาเบะโนมิกส์อาจไม่ได้ช่วยฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นตามที่มีการกล่าวอ้างกัน หรือหากช่วยจริง ความช่วยเหลือดังกล่าวก็ไม่ได้ขยายครอบคลุมหยั่งลงถึงระดับรากลึกเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะตั้งใจไว้
ความคิดเห็นข้างต้นยังได้รับการตอกย้ำให้เป็นจริงมากขึ้น เมื่อผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวญี่ปุ่น จัดทำโดยสื่อท้องถิ่นอย่างหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจรายวัน นิกเกอิ และสถานีโทรทัศน์ทีวี โตเกียว พบว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของชาวญี่ปุ่นไม่ได้รู้สึกหรือสัมผัสได้เลยว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี และมีเพียง 13% เท่านั้นที่เห็นว่าการฟื้นตัวของประเทศได้ส่งผลถึงการดำรงชีวิตประจำวันของตนเอง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า แม้จะมีรายงานการเติบโตในทิศทางสดใสของประเทศ แต่ชาวญี่ปุ่นค่อนประเทศกลับรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับประโยชน์จากข่าวดีที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ทั้งนี้ หากมองผิวเผิน ผลสำรวจข้างต้นอาจไม่แตกต่างจากผลสำรวจความเห็นประชาชนที่พบเห็นได้ทั่วไป กระนั้นบรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างออกโรงเตือนว่าความเห็นดังกล่าวคือสัญญาณเตือนภัยที่ดีที่สุด ที่กำลังบ่งบอกว่าญี่ปุ่นภายใต้แนวทางนโยบายอาเบะโนมิกส์ไม่ได้ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นคืนมาได้อย่างแท้จริง
หลักฐานยืนยันที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คืออัตราค่าแรงของลูกจ้างชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน กับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดหุ้นของประเทศในช่วงหลายสิบเดือนที่ผ่านมานี้ หรือนับตั้งแต่ที่บีโอเจประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านล้านเยน มาอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านเยนในขณะนี้
ต้องยอมรับกันเสียก่อนว่าการกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงนี้มีประโยชน์ในการเพิ่มผลกำไร และบรรเทาการขาดดุลบัญชีของบริษัทเอกชนญี่ปุ่นหลายแห่ง แต่ข่าวดีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลถึงปริมาณเงินในกระเป๋าของพนักงานกินเงินเดือนซึ่งมีสถานะผู้บริโภคของญี่ปุ่น และการบริโภคของคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึง 60% ต่อจีดีพี
โชอิจิ ทสึโนดะ ตัวแทนแรงงานจากยาสกาว่า อิเล็คทริก ระบุว่า ผลการดำเนินงานของเอกชนหลายแห่งเป็นไปด้วยดี และเศรษฐกิจปัจจุบันก็ทำให้องค์กรต่างๆ เหล่านี้มีความหวังต่อการเติบโต กระนั้นจนแล้วจนรอดเจ้าของกิจการเหล่านี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปรับขึ้นเงินเดือนแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ครัวเรือนทั้งหลายต้องประหยัดค่าใช้จ่ายของตนเอง
ยิ่งเมื่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ต้องมัธยัสถ์มากขึ้นกว่าเดิม โดยทสึโนดะระบุชัดว่า หากบริษัทไม่ขึ้นเงินเดือนในระดับเพียงพอที่จะชดเชยราคาสินค้าแพงเหล่านี้ได้ เหล่าลูกจ้างแรงงานทั้งหลายมีเงินเดือนก็เหมือนไม่มีอยู่ดี โดยมีรายงานระบุชัดว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนญี่ปุ่นเดือน ม.ค.ลดลง 3.4% จากเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ แม้จะมีข่าวความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลอาเบะกำลังเดินหน้าเจรจากับภาคเอกชนให้ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเหล่าผู้ประกอบการที่ตกปากรับคำในการดำเนินการขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน แต่ข่าววงในที่ออกมาระบุชัดว่า บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งปรับขึ้นเงินเดือนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฮิโรชิ ชิราอิชิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบีเอ็นพี พาริบาส ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า การตัดสินใจขึ้นเงินเดือนพนักงานของบริษัทย่อมมีความหมายต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องฝากความหวังไว้กับการบริโภคของคนในประเทศมากกว่าการส่งออก แต่การตัดสินใจนี้ก็ขึ้นอยู่กับผลกำไรของบริษัทในระยะยาวเป็นหลัก ดังนั้นปัจจัยกดดันจากรัฐบาลหรือการเรียกร้องจากสหภาพแรงงานย่อมเป็นไปอย่างจำกัด
นอกจากอาเบะโนมิกส์จะไม่ส่งผลต่อค่าแรงของชาวญี่ปุ่นแล้ว แนวทางดังกล่าวยังส่งผลร้ายต่อบริษัทเอกชนรายอื่น นอกภาคการส่งออก โดยเฉพาะเหล่ากิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของกิจการเอกชนทั้งหมดของประเทศ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในห้วงเวลานี้
หากยังจำกันได้ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีนิกเกอิญี่ปุ่นพุ่งปรับตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี สร้างความหวังให้กับนักลงทุนต่อการฟื้นตัวของญี่ปุ่น กระนั้นบลูมเบิร์กรายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าบริษัทขนาดใหญ่ และกลายเป็นการโดดเดี่ยวบริษัทรายเล็กรายย่อยมากขึ้น
สถานการณ์ข้างต้นสอดคล้องกัับรายงานการยื่นขอล้มละลายของเอกชนญี่ปุ่นเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ที่ปรับตัวทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นปัญหาจากค่าเงินเยนอ่อนและการระดมทุนผ่านตลาดเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น
มาซามิทสึ โอกิ หัวหน้าผู้จัดการพอร์ตลงทุนจากไฟว์สตาร์ แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ ระบุชัดว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปัจจุบันไม่สามารถวัดเศรษฐกิจจริงของญี่ปุ่นได้ เพราะเป็นของเทียมที่บีโอเจตั้งใจให้เกิดขึ้นจากการใช้นโยบายผ่อนคลาย
ทั้งนี้ มาตรการอาเบะโนมิกส์อาจช่วยให้ภาพลักษณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวดีขึ้น แต่จากปัจจัยค่าแรงต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพและเม็ดเงินอัดฉีดที่กระจายไม่ทั่วถึงเอกชนทุกราย ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะยาวยังคงเปราะบาง
ขณะเดียวกัน ก็กลายเป็นประเด็นน่ากังขาย้อนกลับไปที่แนวทางนโยบายอาเบะโนมิกส์ ว่าแท้จริงแล้วอาจไม่มีผลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง







