posttoday
รัฐให้‘กสทฯ’ซื้อไทยคม

รัฐให้‘กสทฯ’ซื้อไทยคม

18 มิถุนายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — นายกฯ ลั่น ซื้อคืนดาวเทียมไทยคม แพงมากก็ไม่ซื้อไอซีทีแย้มจะให้ กสทฯ เป็นผู้ซื้อและบริหาร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจะซื้อหรือไม่ซื้อไทยคมมีอยู่หลายปัจจัยถ้าราคาแพงเกินไปก็จะไม่ซื้อ ทางกระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะหารือกันว่าแนวทางการซื้อคืนจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ได้หารือกันในรายละเอียดการซื้อคืนดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นการหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรก

รมว.ไอซีที กล่าวว่า อาจจะให้บริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอซีทีที่มีความพร้อมซื้อเป็นผู้ซื้อดาวเทียมไทยคมมากกว่าบริษัท ทีโอที และหากนายกรณ์เห็นด้วยก็จะกลับไปมอบหมายงานให้คณะกรรมการ กสท. พิจาณาต่อไป สำหรับเรื่องเงินที่จะนำไปซื้อนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังเป็นผู้หามาให้ เพราะบริษัท กสทฯ มีเงินไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ก่อนการตัดสินใจดำเนินการไปในทิศทางใดๆ นั้นจำเป็นต้องพิจารณาในข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีช่องทางให้ได้ดาวเทียมไทยคมกลับมาโดยที่ไม่ต้องใช้เงินก็เป็นไปได้

นายจุติ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปัญหาสัญญาสัมปทานดาวเทียวไทยคม เวลานี้อยู่ระหว่างการทำสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งคำตอบที่ชัดเจนทุกเรื่องว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรตามคำพิพากษาของศาลที่ระบุว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องทำให้รัฐเสียประโยชน์ โดยจะต้องส่งให้ไอซีทีภายใน 21 วันนับจากวันที่ 14 มิถุนายน 2553

ส่วนนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ ระบุพรรคเพื่อไทยปูดเรื่องนักการเมืองอักษรย่อ "ก." และ "ศ." ได้ประโยชน์จากกรณีนี้ถึง 300 ล้านบาทเป็นการแสดงความโง่เขลาและหวังผลทางการเมืองอย่างเดียว เพราะผู้ได้ประโยชน์จากการขายหุ้นคือผู้ถือหุ้นเดิมว่า ไม่อยากเถียงกับนายเอกยุทธ เพราะทราบดีว่านายเอกยุทธเป็นคนของฝ่ายใด ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยทราบมาว่า มีการไปช้อนซื้อหุ้นล่วงหน้าแล้วเกือบ 1 เดือนที่แล้ว ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ส่งข้อมูลให้กลต.ไปแล้ว เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่มีการให้ข่าวทั้งที่ บ.ไทยคมเป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีความอ่อนไหวกับข้อมูลและมีส่วนได้ส่วนเสีย ลักษณะการปั่นหุ้นและได้ประโยชน์โดยนอมินี ดังนั้น ขอให้นายเอกยุทธอย่ามองว่าที่ฝ่ายค้านทำเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตาม นายเอกยุทธ์มีความเชียวชาญ ต้องร่วมกันอีกทางหนึ่งหาว่าใครอยู่เบื้องหลัง

 

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาประเด็นการซื้อขายไทยคม โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ได้ประโยชน์จำนวนกว่า 300 ล้านบาทจากการปั่นหุ้น ซึ่งหากมีพยานหลักฐานพอที่จะชี้ว่ามีการบอกข้อมูลเป็นการภายในว่ามีการซื้อขายดาวเทียมไทยคม พรรคเพื่อไทยจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ นอกจากนี้ หากพบว่าถ้า กลต.มีการซูเอี๋ยกัน พรรคเพื่อไทยก็จะทำเรื่องถึงปปช.ด้วย

 

“เชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีความสุจริต ประวัติของท่านโปร่งใสอยู่แล้ว แต่ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้นในขณะนี้ ผมสามารถพูดได้ว่ามือขวาของนายกฯ เปื้อนเลือด ส่วนมือซ้ายทุจริตทุกรูปแบบ ดังนั้น การซื้อขายหุ้นไทยคมนั้น พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อประกบการทำงานของกลต. โดยจะรวมรวมข้อมูลข่าวสารทุกชนิดถ้า หากมีความชัดเจนแล้วเราจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ให้สาธารณะรับทราบเป็นช่วงๆไป”นายประเกียรติกล่าว

หากทางบริษัทมีการทำผิดสัญญาสัมปทานซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

นายกรณ์ กล่าวว่า จะมีการพิจารณาประเด็นทางข้อกฎหมายที่มาจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

ประเด็นที่ 1 เรื่องการแก้สัญญาสัมปทานบริษัทไทยคม ที่ได้มีการอนุมัติโดยรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ให้บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น สามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทไทยคมจาก 51% ลงมา 42% ได้ ซึ้งทางศาลได้มีคำพิพกาษาชัดเจนว่าเป็นการแก้สัมปทานที่เอื้อประโยชน์ให้ทางบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเป็นทางไอซีทีต้องนำไปพิจาณาว่าด้วยคณะกรรมการตามาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนต่อไปว่าจะมีผลในการที่จะดำเนินการต่อไป รวมถึงการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัมปทานเดิมอย่างไรหรือไม่

ประเด็นที่ 2 เรื่องสินไหมชดเชย 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทางบริษัทไทยคมได้รับแต่ไม่ได้นำเข้าคลังตามสัญญาสัมปทานแต่ได้นำสินไหมชดเชยทีได้รับไปใช้ในการซื้อหรือเช่าดาวเที่ยวโดยพละกาล เป็นเรื่องที่ไอซีทีต้องแสดงความคิดเห็นให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องอย่างไร

ประเด็นที่ 3 เรื่องดาวเทียมไอพีสตาร์ว่า ไม่เป็นการดำเนินการตามสัมปทาน คือเป็นดาวเทียมนอกระบบ เป็นคำถามต่อไอซีทีว่าหากเป็นเช่นนี้จะดำเนินการต่ออย่างไร เพราะบริษัทไทยคมไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการยิงดาวเทียมไอพีสตารณ์แต่แรก ก็เป็นประเด็นที่ต้องมีคำตอบให้คลังก่อนที่เราจะตัดสินใจได้ว่ามีความจำเป็นต้องซื้อหรือไม่หากซื้อต้องรวมมูลค่าของไอพีสตาร์หรือไม่ และทั้งหมดจะมีผลต่อราค่าของธุรกิจดาวเทียมที่อยู่ภายใต้ไทยคมอย่างไร

ประเด็นที่ 4 เรื่องไทยคม 5 ซึ่งกระทรวงการคังมีข้อสังเกตเบื้องต้นไปยังไอซีทีตรวจสอบเพิ่มเติมว่า เป็นการยิงดาวเทียมที่ถูกต้องตารมสัญญาสัมปทานหรือไม่

"ทั้ง 4 ประเด็นเป็นประเด็นทางกฏหมายที่ต้องมีความชีดเจนก่อนที่เราจะตัดสินใจได้ว่ามีแนวทางในการเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร โดยจะสรุปมาให้เราเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ไอซีที แต่เไอซีทีพูดมาว่าในบางเรื่องก็ให้คำตอบได้ภายใน 21 วัน นับจากวันที่ 14 มิ.ย.นี้ หากมีความชดัเจนว่าประเด็นทางกฏหมายเหล่านี้มีผลทางกฏหมายอย่างไรก็ถึงจะนำเสนอใหนายกพิจาณา" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ยังสรุปไม่ได้ว่าจะต้องซื้อธุรกิจดาวเทียมไทยคมโดยใช้เงินหรือไม่ และที่ผ่านมาที่ได้ไปพบกับผู้บริการกองทุนเทมาเซกที่เน้นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลงทุน ในส่วนของไทยในการเจรจากับเทมาเซกแม้จะมีเป้าหมายความมั่นคง แต่เราก็ต้องเจรจาบนพื้นฐานในเชิงพาณิชย์เพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบ

ทางด้าน รมว.ไอซีที กล่าวว่า อาจจะให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอซีที ที่มีความพร้อมซื้อเป็นผู้ซื้อดาวเทียมไทยคม มากกว่า บริษัท ทีโอที และหากนายกรณ์เห็นด้วยก็จะกลับไปมอบหมายงานให้คณะกรรมการ กสท. พิจาณาต่อไป สำหรับเรื่องเงินที่จะนำไปซื้อนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังเป็นผู้หามาให้ เพราะบริษัท กสท. มีเงินไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตามก่อนการตัดสินใจดำเนินการไปในทิศทางใดๆ นั้นจำเป็นต้องพิจารณาในข้อกฏหมายอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีช่องทางให้ได้ดาวเทียมไทยคมกลับมาโดยที่ไม่ต้องใช้เงินก็เป็นไปได้

นายจุติ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปัญหาสัญญาสัมปทานดาวเทียวไทยคม เวลานี้อยู่ระหว่างการทำสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งคำตอบที่ชัดเจนทุกเรื่องว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรตามคำพิพากษาของศาลที่ระบุว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องทำให้รัฐเสียประโยชน์ โดยจะต้องส่งให้ไอซีทีภายใน 21 วันนับจากวันที่ 14 มิถุนายน 2553

ส่วนนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ ระบุพรรคเพื่อไทยปูดเรื่องนักการเมืองอักษรย่อ "ก." และ "ศ." ได้ประโยชน์จากกรณีนี้ถึง 300 ล้านบาทเป็นการแสดงความโง่เขลาและหวังผลทางการเมืองอย่างเดียว เพราะผู้ได้ประโยชน์จากการขายหุ้นคือผู้ถือหุ้นเดิมว่า ไม่อยากเถียงกับนายเอกยุทธ เพราะทราบดีว่านายเอกยุทธเป็นคนของฝ่ายใด ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยทราบมาว่า มีการไปช้อนซื้อหุ้นล่วงหน้าแล้วเกือบ 1 เดือนที่แล้ว ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ส่งข้อมูลให้กลต.ไปแล้ว เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่มีการให้ข่าวทั้งที่ บ.ไทยคมเป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีความอ่อนไหวกับข้อมูลและมีส่วนได้ส่วนเสีย ลักษณะการปั่นหุ้นและได้ประโยชน์โดยนอมินี ดังนั้น ขอให้นายเอกยุทธอย่ามองว่าที่ฝ่ายค้านทำเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตาม นายเอกยุทธ์มีความเชียวชาญ ต้องร่วมกันอีกทางหนึ่งหาว่าใครอยู่เบื้องหลัง

 

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาประเด็นการซื้อขายไทยคม โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ได้ประโยชน์จำนวนกว่า 300 ล้านบาทจากการปั่นหุ้น ซึ่งหากมีพยานหลักฐานพอที่จะชี้ว่ามีการบอกข้อมูลเป็นการภายในว่ามีการซื้อขายดาวเทียมไทยคม พรรคเพื่อไทยจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ นอกจากนี้ หากพบว่าถ้า กลต.มีการซูเอี๋ยกัน พรรคเพื่อไทยก็จะทำเรื่องถึงปปช.ด้วย

 

“เชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีความสุจริต ประวัติของท่านโปร่งใสอยู่แล้ว แต่ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้นในขณะนี้ ผมสามารถพูดได้ว่ามือขวาของนายกฯ เปื้อนเลือด ส่วนมือซ้ายทุจริตทุกรูปแบบ ดังนั้น การซื้อขายหุ้นไทยคมนั้น พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อประกบการทำงานของกลต. โดยจะรวมรวมข้อมูลข่าวสารทุกชนิดถ้า หากมีความชัดเจนแล้วเราจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ให้สาธารณะรับทราบเป็นช่วงๆไป”นายประเกียรติกล่าว

หากทางบริษัทมีการทำผิดสัญญาสัมปทานซึ่งถือว่าผิดกฏหมาย

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69