การสื่อสารอย่างสันติ
มีคนไทยไม่มากนักรู้จักชื่อ ดร.มาร์แชล โรเซนเบิร์ก (Marshall Rosenberg) ผู้ก่อตั้งการสื่อสารอย่างสันติ
โดย...ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
มีคนไทยไม่มากนักรู้จักชื่อ ดร.มาร์แชล โรเซนเบิร์ก (Marshall Rosenberg) ผู้ก่อตั้งการสื่อสารอย่างสันติ (Non Violence Communication) ผู้เขียนไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่มีโอกาสได้เรียนรู้จาก คุณกัญญา ลิขนสุทธิ์ ลูกศิษย์ของเขาที่นำการสื่อสารอย่างสันติมาเผยแพร่ในเมืองไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมฝึกอบรมเรื่องการสื่อสารอย่างสันติในบ้านเรา เมื่อฝึกฝนจึงเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ทั้งระดับบุคคลในการดำรงชีวิตประจำวัน ระดับองค์กร และสังคม
มาร์แชลเป็นชาวอเมริกันที่เติบโตมาในเมืองที่มีความขัดแย้งรายวันอย่างดีทรอยต์ ด้วยอยากรู้ถึงรากเหง้าสาเหตุของความขัดแย้ง เขาจึงเลือกเรียนจิตวิทยาคลินิก ระหว่างเป็นนักจิตวิทยาคลินิก เขาก็ทำงานด้านสิทธิพลเมืองและเป็นคนกลางด้านความขัดแย้งในองค์กรไปด้วย จนทำให้เขาค้นพบเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสงบที่เรียกว่าการสื่อสารอย่างสันติหรือการสื่อสารโดยไม่ใช้ความรุนแรง
หัวใจหรือหลักการสำคัญของการสื่อสารอย่างสันติ คือ มนุษย์ทุกคนมีความกรุณาเป็นพื้นฐานเบื้องหลังการกระทำของมนุษย์เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่าง การใส่ใจและให้คุณค่ากับความต้องการของทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความเข้าใจปัญหาก่อนแก้ปัญหา
นอกเหนือจากหลักการ การสื่อสารแบบนี้ต้องอาศัยทักษะด้านภาษาเพื่อจะเข้าถึงเนื้อแท้ในใจของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าถึงความกรุณาของอีกฝ่ายได้มากขึ้น โอกาสที่จะเข้าใจกันก็มีมากขึ้น ภาษาแบบนี้มาร์แชลเรียกว่าภาษายีราฟ ซึ่งเป็นสัตว์บกที่หัวใจโตที่สุด ภาษายีราฟก็คือภาษาที่เข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นโดยเข้าไปถึงความต้องการที่แฝงอยู่เบื้องหลังการกระทำหรือคำพูดที่บางทีรุนแรงจนบางครั้งเรารับไม่ได้ เขายกให้ภาษายีราฟเป็นเทคโนโลยีอันทรงพลังที่สุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ส่วนภาษาตรงกันข้าม คือ ภาษาหมาป่า หรือภาษาแห่งความรุนแรง ซึ่งเป็นภาษาที่เรามักใช้กันเพื่อตัดสินกล่าวโทษทั้งตัวเองและผู้อื่น ซึ่งยิ่งภาษาหมาป่ารุนแรงเท่าใด แสดงว่าผู้พูดมีความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองซ่อนอยู่แรงเท่านั้น ในการสื่อสารอย่างสันติเราสามารถใช้ได้ทั้งภาษายีราฟและภาษาหมาป่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องรู้ตัวหรือมีสติว่าเรากำลังใช้ภาษาแบบใดและผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
มาร์แชลเล่าประสบการณ์การทำหน้าที่เป็นคนกลางให้ชนเผ่าคริสเตียนและมุสลิมในประเทศไนจีเรียที่ขัดแย้งกันรุนแรงถึงขั้น 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรของแต่ละฝ่ายถูกฆ่าตายในสงครามว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้นำของทั้งสองเผ่า เขาพูดว่าผมมั่นใจว่าเราจะได้ยินความต้องการของแต่ละฝ่าย เราจะแก้ปัญหาโดยไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อถามความต้องการของฝ่ายคริสเตียน ฝ่ายนั้นก็ชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วตะโกนว่า “คนของแกเป็นฆาตรกร” หูยีราฟของมาร์แชลก็แปลความว่า “คุณต้องการความปลอดภัยใช่ไหม” หัวหน้าเผ่าบอกว่า “ใช่เลย!” จากนั้นเขาก็พยายามดึงให้อีกฝ่าย “ได้ยิน” ความต้องการนั้นด้วยการให้อีกฝ่ายทวนคำ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายได้รับสารนั้นแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้นก็ตาม เมื่อถามถึงความต้องการของอีกฝ่ายก็มีเสียงตะโกนตอบว่า
“พวกแกครอบงำพวกข้ามาแปดสิบปีแล้ว ข้าจะไม่ยอมพวกแกอีกต่อไป” หูยีราฟของมาร์แชลก็ทำหน้าที่แปลคำตีความและตัดสินเหล่านั้นเป็นความต้องการ ใช้เวลาหลายชั่วโมงจนท้ายที่สุดหัวหน้าเผ่าหนึ่งก็หลุดคำพูดออกมาว่า “ถ้าเรารู้วิธีการพูดคุยแบบนี้ตั้งแต่ต้น เราก็คงไม่ฆ่ากันแบบนี้หรอก”
มาร์แชล บอกว่า ภาษาของการสื่อสารอย่างสันติ คือ “ภาษาความต้องการ” แต่ภาษาที่เราคุ้นเคยเป็นภาษาที่ไม่เปิดให้พูดถึงความต้องการ เลยมีการตีความการตัดสิน ทุกครั้งที่เขาทำหน้าที่เป็นคนกลางให้กับคนสองกลุ่มที่ทะเลาะกัน เขาจะเปลี่ยนคำพูดเหล่านั้นให้เป็นความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และถ้าพูดกันที่ความต้องการ โดยไม่มีการตัดสินใครผิดใครถูก จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้
เขาบอกว่าน่าเศร้าที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีความขัดแย้งที่เขาทำงานด้วยทั่วโลกไม่มีคำศัพท์เกี่ยวกับความต้องการอยู่ในหัวเลย และถ้าเราได้ยินความต้องการของแต่ละฝ่าย ส่วนใหญ่ปัญหาจะถูกแก้ไขด้วยตัวมันเอง ปัญหาบางอย่างยืดเยื้อมานานแปดปี แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสื่อสารแบบสันติโดยใช้เวลาแค่เพียง 40 นาทีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ในชั้นเรียนเบื้องต้นของการสื่อสารอย่างสันติจึงมุ่งเน้นไปที่การทำความรู้จักและฝึกใช้คำเกี่ยวกับความรู้สึกและความต้องการ โดยความรู้สึกจะเป็นตัวนำทางไปสู่การค้นหาความต้องการ เหมือนกลิ่นดอกไม้ที่นำไปสู่ดอกไม้ ความต้องการในที่นี้หมายถึงความการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนทั่วโลกมีเหมือนกัน เช่น ความสุข ความรัก ความเข้าใจ การรับฟัง หรือความเสมอภาค เป็นต้น เมื่อเราค้นพบความต้องการของตัวเองหรืออีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะทำ “เข้าใจ” ความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายมากขึ้น
แม้ มาร์แชล โรเซนเบิร์ก จะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา รวมอายุ 81 ปี แต่การสื่อสารอย่างสันติยังดำรงอยู่และหยั่งรากลึกไปทั่วโลก เพราะเขาอุทิศชีวิตเดินทางไปแก้ปัญหาความขัดแย้งและฝึกอบรมในกว่า 60 ประเทศ และปัจจุบันลูกศิษย์ของเขาที่อยู่ในประเทศต่างๆ ยังคงเผยแพร่การสื่อสารอย่างสันติต่อไป ในบ้านเราสถาบันเสมสิกขาลัยเป็นเจ้าภาพเปิดหลักสูตรการสื่อสารอย่างสันติตลอดทั้งปี


