เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง
เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง จากวิกฤตพลังงานที่ดันค่าเม็ดพลาสติกพุ่งกว่า 50%
KEY
POINTS
- ราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้น 50-70% จากวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจผลักดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น
- สถานการณ์พลาสติกแพงทำให้การลดใช้พลาสติกไม่ใช่แค่เรื่องจิตสำนึกรักษ์โลก แต่กลายเป็นวิธี "ประหยัดเงิน" ที่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
- เราสามารถลดค่าใช้จ่ายและลดขยะได้ด้วยตนเองผ่านการปรับพฤติกรรม เช่น ใช้ถุงผ้า กระบอกน้ำส่วนตัว ซื้อสินค้ารีฟิล และซ่อมของแทนการซื้อใหม่
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา “พลาสติก” กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่ขาดไม่ได้ของอุตสาหกรรม เพราะพลาสติกเข้ามาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของทุกผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ถุง ขวด กล่อง ช้อนส้อม ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าแทบทุกชนิด
แต่วันนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เมื่อราคา “เม็ดพลาสติก” กำลังปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50-70% ราคาเม็ดพลาสติก PE ในไทย ขึ้นจาก 30–36 บาท/กก. เป็น 52–60 บาท/กก. ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจดันราคาสินค้าพุ่งขึ้นได้ราว 8-10% เลยทีเดียว
สาเหตุสำคัญนั้นมาจากวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ จนอาจทำให้ราคาสินค้าต้องปรับราคาขึ้นตาม
แล้วคนไทยใช้พลาสติกมากแค่ไหน?
มีการศึกษาพบว่า คนไทยใช้พลาสติกประมาณ 19–40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ขยะพลาสติกในประเทศไทยมีประมาณ 2.76 ล้านตันต่อปี และส่วนใหญ่เป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียว!
.....
ที่ผ่านมา พลาสติกอาจชนะวัสดุทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแก้ว กระดาษ โลหะ หรือผ้า เพราะต้นทุนต่ำกว่าอย่างชัดเจน รวมไปถึงวิธีการรีไซเคิลต่างๆ ซึ่งพบว่าการผลิตพลาสติกใหม่มีต้นทุนต่ำว่าการรีไซเคิล!
“วิธีการรักษ์โลก ปฏิเสธพลาสติก” จึงเป็นได้แค่เทรนด์เป็นช่วงๆ เช่น หากจำได้เคยมีการรณรงค์ไม่รับถุงพลาสติกในร้านค้าของชำ แต่ไม่ได้กลายเป็นแนวทางหลักของประเทศ
เนื่องจากการรณรงค์ลดพลาสติกในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มักวางอยู่บนฐานของ "จิตสำนึก" ของ "ความรับผิดชอบต่อโลก" และ "การเสียสละเพื่อคนรุ่นหลัง" ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มันไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็วนัก ... เพราะในความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะคำขอร้อง มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะราคา
แต่วันนี้ เมื่อราคาพลาสติกมีแนวโน้มที่จะ “เท่ากัน” หรือ “แพงกว่า” ทางเลือกอื่น อาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องหันกลับมาใช้แนวทาง “ประหยัด” และ “รักษ์โลก” ไปพร้อมกันได้
โดยเฉพาะในมุมของประชาชน ที่ว่าจะสามารถบรรเทาค่าใช้จ่ายจากกับดักต้นทุน “เม็ดพลาสติก” นี้อย่างไรด้วยตนเองได้บ้าง?
เช็คลิสต์ “ประหยัด” พร้อม “รักษ์โลก” สิ่งที่ทำได้ท่ามกลางราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งขึ้น!
โพสต์ทูเดย์ ลิสต์พฤติกรรมการประหยัด ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น
เปลี่ยนจาก ถุงพลาสติก เป็น ถุงผ้า ต้นทุนสูงครั้งเดียวแต่จบ!
การเปลี่ยนจากถุงพลาสติกมาใช้ถุงผ้า เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการ “ลงทุนครั้งเดียว” แล้วจบในระยะยาว ถุงผ้าอาจมีราคา 50–100 บาท แต่สามารถใช้ซ้ำได้เป็นปี ในขณะที่ถุงพลาสติก แม้จะดูเหมือนฟรีหรือราคาถูก แต่หากต้องซื้อถุงทุกครั้งที่ลืมพก หรือซื้อถุงขยะอยู่เรื่อยๆ ต้นทุนจะค่อยๆ สะสม
โดยทั่วไป ถุงผ้าจะคืนทุนภายในไม่กี่เดือน หลังจากนั้นคือประหยัดทั้งหมด และยิ่งใช้ได้นานเท่าไร ต้นทุนเฉลี่ยต่อครั้งยิ่งเข้าใกล้ศูนย์มากยิ่งขึ้น
เปลี่ยนจาก ขวดน้ำสำเร็จรูป เป็น กระติกน้ำ ยิ่งซื้อน้ำบ่อย ยิ่งคืนทุนเร็ว
ในบรรดาพฤติกรรมทั้งหมด การเลิกซื้อน้ำขวดแล้วพกกระติกน้ำเอง เป็นสิ่งที่ประหยัดเงินได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ซื้อน้ำขวดทุกวัน
ลองคิดง่าย ๆ หากน้ำขวดราคา 15 บาท วันละ 1 ขวด เท่ากับปีละประมาณ 5,000 บาท แต่กระติกน้ำคุณภาพดีราคา 300–600 บาท สามารถใช้ได้หลายปี หมายความว่า กระติกน้ำสามารถคืนทุนได้ภายใน 1–2 เดือนเท่านั้นสำหรับคนที่ซื้อน้ำบ่อย
เปลี่ยนจาก แก้วพลาสติกเดลิเวอรี เป็น แก้วส่วนตัว ส่วนลดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเงินเก็บได้
ถ้าสั่งเดลิเวอรีสักสามวันต่อสัปดาห์ ในหนึ่งปีจะจ่ายค่ากล่อง ค่าถุง ค่าช้อนส้อมพลาสติก และค่าแก้วพลาสติกไปโดยไม่รู้ตัว มันเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในทุกออเดอร์ที่กด ... ยิ่งหลังยุคโควิด วัฒนธรรมเดลิเวอรีฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน และนั่นทำให้พลาสติกจากอาหารกลายเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่ใหญ่ที่สุดหมวดหนึ่งในชีวิต
อย่างไรก็ตาม หากซื้อที่ร้าน ... ร้านอาหารหลายแห่งเริ่มให้ส่วนลด 5–20 บาทหากพกภาชนะมาเอง และร้านกาแฟส่วนใหญ่ลดให้ 5–10 บาทเมื่อพกแก้วมา นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่พกภาชนะ ไม่แค่ "ไม่เสียเงิน" แต่ได้เงินคืนด้วย!
เปลี่ยนจาก เจลอาบน้ำขวด เป็น สบู่ก้อน
หลายคนไม่เคยสังเกตว่า เจลอาบน้ำในขวดพลาสติกจำนวนมาก มีส่วนผสมหลักคือน้ำ และผู้บริโภคกำลังจ่ายเงินค่าน้ำ + ค่าขวด + ค่าการตลาด ไปพร้อมกัน
ในขณะที่สบู่ก้อนมีความเข้มข้นสูงกว่า ไม่มีบรรจุภัณฑ์พลาสติกขนาดใหญ่ และโดยทั่วไปมีต้นทุนต่อการใช้งานต่ำกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อครั้งถูกกว่า แม้ราคาต่อชิ้นอาจดูใกล้เคียงกัน
เปลี่ยนจาก น้ำยาล้างจานขวด เป็น แบบรีฟิล ของเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องจ่ายค่าขวด
น้ำยาล้างจานแบบรีฟิลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการลดต้นทุนต่อหน่วย เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในแทบไม่ต่างจากขวดปกติ แต่ราคาถูกกว่า เนื่องจากผู้ผลิตไม่ต้องผลิตขวดพลาสติกใหม่
ผู้บริโภคจึงจ่ายเฉพาะ “ตัวสินค้า” ไม่ได้จ่าย “บรรจุภัณฑ์” ซ้ำ ๆ ทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่น้ำยาล้างจาน แต่ปัจจุบันมีร้านรีฟิลต่างๆ ที่ให้ผู้บริโภคได้ซื้อแบบรีฟิล และซื้อได้ในปริมาณเล็กๆ เท่าที่จำเป็นอีกด้วย
เปลี่ยนจาก ซื้อของใหม่ เป็น ซ่อม หรือซื้อของมือสอง ต่างกัน 40–60%
พฤติกรรมที่ประหยัดเงินได้มากที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องพลาสติกโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับ “วัฒนธรรมการใช้แล้วทิ้ง” นั่นคือการซื้อของใหม่แทนการซ่อม หรือการซื้อของมือสอง
โดยทั่วไป สินค้ามือสองมักมีราคาต่ำกว่าของใหม่ประมาณ 40–60% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ เสื้อผ้า หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
จะเห็นได้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบเก่าออกแบบมาให้ซื้อของใหม่ตลอดเวลา ของที่ใช้ครั้งเดียวออกแบบให้ดูเหมือนสะดวกกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วทำให้ต้องซื้อซ้ำมากขึ้น และแน่นอนว่ามีค่า “พลาสติก” แฝงอยู่มากขึ้น
……
ในขณะที่หลายฝ่ายออกมาตามติดประเด็น “การกักตุน” และ “การกำกับราคา” ของฟากรัฐ ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงได้ง่าย .. สิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะสามารถปกป้องตัวเองได้นั้นคือ “การประหยัด” บนแนวทาง “รักษ์โลก” เรียกว่าทำหนึ่งได้ 2 ต่อไปพร้อมๆ กัน
และคงถึงเวลาของประเทศไทยเช่นกัน ที่จะก้าวออกมาพูดอย่างจริงจัง
อย่างที่ ผู้นำสิงคโปร์ ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “ประหยัด” และ “ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง” ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้องระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณว่าค่าครองชีพจะไม่เหมือนเดิมด้านต้นทุนไปอีกยาว โดยเฉพาะกับประเทศเล็กๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าเสียส่วนใหญ่รวมถึง “ประเทศไทย”


