
2 กิโลเมตร ย่างก้าวแห่งศรัทธา
การศึกษาสำหรับบางคนไม่ใช่เพียงแค่การทุ่มเทเอาใจใส่ แต่อาจเป็นการทุ่มเดิมพันทั้งหมดของชีวิต
โดย...ปรีชา วุฒิพงศ์
การศึกษาสำหรับบางคนไม่ใช่เพียงแค่การทุ่มเทเอาใจใส่ แต่อาจเป็นการทุ่มเดิมพันทั้งหมดของชีวิต เพราะคุณค่าของการศึกษานั้นใช่เพียงเพื่อโอกาสของตนเอง แต่ยังรวมถึงความหวังของผู้ที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งมิใช่เล็กแคบแค่ครอบครัว แต่ครอบคลุมกว้างใหญ่ถึงถิ่นเกิด พี่น้องร่วมชาติพันธ์ุ
วันนี้ทุกคนรู้จัก “นาซึขะ” ผู้นำหญิงร่างเล็กชาวลาหู่ วัย 39 ปี ในชื่อ อมรรัตน์ รัตนาชัย สจ.เชียงราย จาก อ.แม่ฟ้าหลวง มหาบัณฑิตสาขาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เธอมีผลงานมากมายในการพัฒนาบ้านจะบูสี ชุมชนลาหู่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีแม้ถนนเข้าหมู่บ้าน ไม่มีไฟฟ้า และผู้คนด้อยโอกาสทางการศึกษา แม้เพียงขั้นพื้นฐานที่จำเป็น
วันนี้บ้านจะบูสีพัฒนาขึ้น ยามเจ็บป่วยก็มีถนนหนทางที่สะดวกพอที่จะนำคนเจ็บไข้ส่งถึงมือหมอ เด็กน้อยได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่จะมีความสามารถเล่าเรียนได้ ชุมชนที่มีสมาชิก 30 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 150 คน นอกจากนาซึขะที่สำเร็จปริญญาโทแล้ว ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอีก 2 คน ชั้น ม.6 7 คน ม.3 อีก 10 คน และกำลังศึกษาระดับปริญญาตรีอีก 2 คน
ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน เด็กหญิงนาซึขะ ในวัยเพียง 9 ขวบ ต้องเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียนซึ่งห่างออกไป 2 กิโลเมตร บนหนทางป่าเขาภูดอย หาใช่ถนนเรียบตรงอย่างที่เราคุ้นเคยกัน
2 กิโลเมตร ที่ยากลำบากสำหรับเด็กน้อยวัย 9 ขวบ แต่เมื่อผ่านไปร่วม 30 ปี 2 กิโลเมตรที่ว่านี้ กลับเป็นจุดเริ่มของย่างก้าวแห่งความมุ่งมั่นศรัทธา
“ยิ่งนานเข้าเพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องความลำบากอย่างเดียว แต่หลายคนต้องช่วยเหลือครอบครัวทำมาหากิน แต่เราอยากเรียน”
แม้จะมีความตั้งใจเรียนหนังสือ แต่นาซึขะก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าเธอจะจบชั้นประถม ด้วยความรู้เพียงแค่อ่านออกเขียนได้ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคอย่างมากในการศึกษาขั้นที่สูงขึ้นไป
“มีโอกาสเรียนต่อมัธยมใน อ.เชียงแสน ผลการเรียนเทอมแรกออกมาได้เกรดแค่ 1 ปัญหาสำคัญคือไม่เข้าใจภาษาไทย อ่านโจทย์ไม่แตก ไม่เข้าใจโจทย์ ครูก็ให้กำลังใจว่า ได้เกรด 1 ดีกว่าเด็กในเมืองที่ได้ 0 ครูช่วยสอนพิเศษทำให้เข้าใจมากขึ้น เกรดดีขึ้นเป็นลำดับ ได้ 2.5 2.7”
หลังจบ ม.3 นาซึขะได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาของเตือนใจ ดีเทศน์ นักพัฒนาที่บุกเบิกงานชุมชนบนพื้นที่สูงรุ่นแรกๆ ให้มีโอกาสเรียนต่อชั้นม.4 ในตัวเมืองเชียงราย กระทั่งทำให้เธอได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยโยนก แม้จะได้ทุนเรียนฟรี แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็เป็นภาระที่ทำให้เธอต้องทำงานพิเศษไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญของนาซึขะคือ เมื่อเธอกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 ในมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ ต.แม่สลองนอก กำลังจะจัดเลือกตั้ง อบต. เธอในฐานะที่มีการศึกษาสูงสุดของบ้านจะบูสี ก็ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านให้ลงสมัคร และก็ได้เป็น อบต. พร้อมๆ ไปกับการเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย
“เป็น อบต. พอเราบอกว่ามาจากบ้านจะบูสี เขาก็สงสัยกันว่าอยู่ที่ไหน ไม่เคยได้ยิน ซึ่งทำให้เราคิด ขนาดคนตำบลเดียวกันยังไม่รู้จัก จะให้คนที่อื่นรู้จักได้อย่างไร ถ้าเป็นแบบนี้ เมื่อไหร่บ้านเราจะได้พัฒนา”
สิ่งแรกที่เธอทำเพื่อคนจะบูสีคือการพัฒนาถนนเข้าหมู่บ้าน ระยะทางเพียง 6 กิโลเมตร จากแม่สลองมายังบ้านเกิด แม้ไม่มากนัก แต่ไม่ใช่ว่าจะง่าย
“เราถูกตั้งคำถามว่า จะบูสีมีคนแค่ 150 คน ใช้เงินเป็นล้านสร้างถนนจะคุ้มค่าหรือ เราก็บอกว่าชีวิตคนทุกคนมีคุณค่า จะเอางบประมาณมาวัดคนไม่ได้ ถ้าคิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้มก็ควรไปทำธุรกิจ ไม่ใช่มาทำงานเพื่อส่วนรวม เรายืนหยัดในเหตุผลและจุดยืนนี้ ในที่สุดก็ได้ถนนเข้าหมู่บ้าน”
เมื่อได้ถนนเข้าหมู่บ้านนาซึขะก็ต่อยอดการพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้าน ด้วยการพัฒนาอาชีพและริเริ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชน
“ไม่อยากทำการท่องเที่ยวเป็นเรื่องหลัก เพราะต้องการรักษาวิถีชีวิตที่เคยเป็นอยู่เอาไว้ จึงไม่รับนักท่องเที่ยวมาก จัดกิจกรรมเรียนรู้วิถีชุมชนให้นักท่องเที่ยวพักกับชาวบ้านเดินป่าท่องเที่ยว รายได้ไม่มาก เฉลี่ยได้กันรายละหมื่นบาทต่อปี แต่เรื่องที่เราได้มากคือ คนในชุมชนใส่ใจความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุมชน ไม่มีขยะ ไม่ลักลอบตัดไม้ แต่ก่อนบอกไปไม่มีใครทำ แต่พอมีการท่องเที่ยว มีรายได้ ทุกคนก็ใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้น”
นาซึขะบอกว่า สิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป คือ การพัฒนาการศึกษา หาทุนสำหรับเด็กๆ ในหมู่บ้าน โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี
“เรามีโอกาสได้รับการศึกษาจึงทำเพื่อชุมชนได้ แต่ก็ไม่ง่าย แม้จะมีความตั้งใจ แต่ก็ต้องมีเหตุผล มีจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งทำให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าเรามีตัวตน เราจึงเป็นตัวแทนของคนบ้านจะบูสี ทำอะไรให้คนจะบูสีได้ดังนั้นการศึกษาเพื่อให้คนได้มีโอกาสและใช้โอกาสทำประโยชน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเราย้ำเสมอว่าทุกคนมีค่า แม้มูลค่าของคนจะต่างกัน ถ้าชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้าน ทำหน้าที่ตัวเองในหมู่บ้าน ก็มีคุณค่าและมูลค่าในระดับหนึ่งของเขา แต่สิ่งสำคัญคือการให้โอกาสได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่าตามกำลัง”
นาซึขะย้ำถึงจุดยืนและแนวคิดของเธออย่างมุ่งมั่น







