posttoday
นักรบแห่งทุ่งรัฐธรรมนูญ

นักรบแห่งทุ่งรัฐธรรมนูญ

22 กุมภาพันธ์ 2558

เป็นนายกรัฐมนตรีว่ายากแล้ว เป็นเผด็จการยิ่งยากกว่า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

เป็นนายกรัฐมนตรีว่ายากแล้ว เป็นเผด็จการยิ่งยากกว่า

ได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องอนาคตการเมืองไทยหลังการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ท่านว่าไม่รู้บ้านเมืองจะสงบหรือเปล่า เพราะผู้คนไม่ค่อยปรองดองกัน ก็ยิ่งทำให้ผู้ฟังอย่างเราๆ งวยงงสงสัยว่า “อ้าว แล้วนี่มีรัฐบาลไว้ทำอะไร” โดยเฉพาะรัฐบาลที่ทหาร “ชงเอง ดื่มเอง” ผู้กำลังปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้

ผู้เขียนเป็นพวกชอบฟื้นฝอยหาตะเข็บ (นักเรียนสมัยนี้ไม่เข้าใจคำพังเพยคำนี้ เพราะบางคำเป็นคำโบราณ บางคำเป็นคำเฉพาะถิ่น คือ “ฟื้น” และ “ฝอย” เป็นคำโบราณ ฟื้น แปลว่า ค้นหาด้วยการคุ้ยเขี่ยหรือดึงขึ้นมา อย่างคำว่า “พลิกฟื้น” ฝอย หมายถึง สิ่งของที่เป็นเส้นๆ พันกันยุ่งเหยิง หรือเป็นของที่ทิ้งแล้ว เช่น ในคำว่า ขยะมูลฝอย ส่วน “ตะเข็บ” เป็นคำเฉพาะถิ่นทางอีสานและเหนือ หมายถึง “ตะขาบ” แมลงมีพิษซึ่งหาดูได้ยากในชีวิตสมัยใหม่) หมายถึงเป็นคนชอบขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ เพื่อหาเรื่องเจ็บตัว

ผู้เขียนรู้จักกับคอลัมนิสต์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่คนหนึ่ง คือ พี่สละ ลิขิตกุล ผู้ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์คู่ทุกข์คู่ยากของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะเริ่มจากการมาชวนให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปเขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์ แล้วมาขอสตังค์ตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บวชไปเปิดหนังสือพิมพ์ชื่อ “สยามรัฐ” แล้วก็เขียนคอลัมน์ยอดฮิตเกี่ยวกับเบื้องหลังการเมืองลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐนี้ ใช้นามปากกาว่า “ทหารเก่า” แกเดินเข้าออกบ้านสวนพลูเป็นประจำ ในขณะที่เลขานุการของเจ้าของบ้านอย่างผู้เขียนต้องคอยเติม “แม่โขงโซดา” ให้แกเป็นประจำ จึงพลอยได้ทราบ “เบื้องหน้าเบื้องหลัง” ในบทความบางเรื่องของแกด้วย

ผู้เขียนเรียกแกว่า “พี่” แม้ว่าจะมีอายุต่างกันเกือบ 50 ปี (ตอนที่พบแกครั้งแรกที่บ้านสวนพลูนั้น ผู้เขียนอายุแค่ 20 แต่แกเกือบ 70) พี่สละเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีชีวิตค่อนข้างจะโลดโผน อย่างที่อาจารย์คึกฤทธิ์ใช้คำว่า “พวกคอทั่งสันหลังเหล็ก” คือทั้งเคยตกทุกข์ได้ยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ไส้แห้ง เคยติดคุกติดตะรางเพราะเขียนบทความแขวะท่านผู้นำต่างๆ ในยุคเผด็จการ แต่ก็มีน้ำอดน้ำทน หนักเอาเบาสู้ เอา
ตัวรอดได้เรื่อยมา

หลังจาก “กรึ่มกร่ำ” แอลกอฮอล์พอได้ที่แล้ว ผู้เขียนก็หยอดคำถามเพื่อเพิ่มรสชาติในการคุยกันว่า “พี่ไม่กลัวทหารเหรอ ที่เขียนว่าเขาบ่อยๆ”

“เฮ้ย อ้ายน้อง ทหารนะไม่แน่จริงหรอก”

“จอมพง จอมพล พวกนี้นั้นนะหรือ ปั้ดธ่อ... สู้นายสิบอย่างเจ้านายเราก็ไม่ได้ (เจ้านายเราในที่นี้ก็คือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์) พวกนี้พออยู่ในยศในตำแหน่งก็กร่างคับบ้านคับเมือง แต่พอเกษียณสู้ตาสีตาสาที่บ้านนอกก็ไม่ได้ ตาสีตาสายังมีไร่มีนาทำ ทหารพวกนี้นะเหรอ พ้นราชการแล้วก็ทำอะไรไม่เป็น มีคนเอาอกเอาใจเสียเคย หุงข้าวก็ไม่เป็น ไปไหนก็ไม่ถูกเพราะไม่มีพลขับ ที่วาสนาดีหน่อยก็มีเจ๊กจีนเอาไปเลี้ยง ให้หุ้นลม ให้เป็นที่ปรึกษาบริษัท ให้เป็นประธานธนาคารอยู่ 2-3 ปี แล้วเขาก็เอาทหารคนอื่นมาแทน ก็ลูกน้องของ ฯพณฯ นั่นแหละ”

“ตอนปฏิวัติรัฐประหารแต่ละครั้ง พวกนี้กลัวจนอุจจาระหด (แกใช้คำตรงกว่านี้) จอมพลยุคก่อนจอมพลสฤษดิ์ถึงกับต้องไปบนบานศาลกล่าวให้เทพเทวดาต่างๆ คุ้มครอง”

“พี่เจ๋ง” (ถ้าแกเรียกแบบนี้แสดงว่ายังสบายดีอยู่ เพราะคำว่า “พี่” ใครๆ ในบ้านสวนพลูก็ใช้เรียกกันและกันตามแบบที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ชอบเรียก ว่ากันว่าพวกนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. ก็เรียกเพื่อนร่วมรุ่นว่า “พี่” จนเป็นธรรมเนียม) พี่สละแสดงทัศนะต่อไปว่า “บ้านเมืองนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครทำอะไรไม่ดีไว้ ต้องได้รับกรรมอย่างสาสมทุกคน”

“หลายคนต้องระเห็จไปตายที่ต่างประเทศ บางคนหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็ไม่มีความสุข ตอนอยู่เมืองไทยมีคนห้อมล้อมแน่นทุกคืนวัน กินข้าวแทบไม่ต้องขยับ มีคนยกป้อน เช็ดปาก หรือแม้กระทั่งไปปัสสาวะก็มีคนรูดซิปให้ แถมโค้งคำนับตอนเสร็จภารกิจและรูดซิปขึ้นแล้ว (แกใช้คำตรงไปตรงมาที่คงใช้ไม่ได้ในที่นี้) แต่พอไปลี้ภัยอยู่เมืองนอก จะหาคนมากินข้าวสักคนก็ไม่มี บางวันต้องจ้างคนมากินข้าวร่วมโต๊ะด้วย ไปเดินตามถนนก็ไม่มีใครรู้จัก ฝรั่งนึกว่าเป็นกะเหรี่ยง ใช้คำหยาบๆ ที่ฝรั่งนึกว่าท่านของเราคงไม่รู้จัก แต่ท่านเหล่านี้บางคนเคยเป็น
ทูตทหาร ฟังคำได้หลายภาษา ได้ยินแล้วก็น้ำตาตกใน นี่แหละที่โบราณท่านว่า นรกเดินดิน”

“ผู้เผด็จการไทยไม่มีใครจบสวยสักคน”

จากการสนทนาอันยืดยาวหลายๆ ครั้ง ผู้เขียนจับใจความจากทัศนะของพี่สละได้ว่า ทหารแม้จะได้อำนาจมาในทางเผด็จการ แต่ก็ใช้อำนาจเผด็จการนั้นไม่เป็น เพราะทหารนั้น “กลัวอำนาจ” หลายครั้งทหารเองนั่นแหละที่พังด้วยอำนาจเผด็จการของตนเอง รวมถึง “ความกลัวประชาธิปไตย” ทุกครั้งที่ได้อำนาจก็จะรีบๆ หนี อยากคืนประชาธิปไตยให้โดยเร็ว แต่แล้วก็ไม่สำเร็จ แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ซึ่งมีครั้งหนึ่งพี่สละใช้คำว่า “เหมือนลิงได้แก้ว ไก่ได้พลอย”

พี่สละเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่แนวคิดทฤษฎีของแกเกี่ยวกับเรื่องทหารนี้ช่างน่าคิด เพราะยังมีความทันสมัย ยังใช้ได้กับทหารยุคปัจจุบัน คนที่เติบโตมาในยุคของพี่สละคงยังจำได้ว่าการรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 ต้อง “มิบเม้ม” กันเพียงใด แม้แต่ธรรมนูญที่เตรียมประกาศใช้ก็ต้องฝังไว้ใต้ตุ่ม แต่พอได้อำนาจมาก็ให้ ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ไปก่อน แล้วจึงค่อยเอาปืนไปจี้ให้ออกมาภายหลัง แล้วจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็พยายามจะให้มีประชาธิปไตยด้วยการร่างรัฐธรรมนูญแล้วประกาศใช้ในอีก 2 ปีต่อมา

คล้ายๆ กันกับทหารใน พ.ศ. 2549 และ 2557 ที่ชุดแรกนั้นได้ชื่อว่า “ปัสสาวะไม่สุด” (แถมยังไปคบกับพรรคการเมืองบางพรรคเสนอกฎหมายปรองดองจนพากันพังมาแล้ว) และชุดปัจจุบันที่กำลังทำเก้ๆ กังๆ เหมือนคนเมาเรือที่ล่องลอยอยู่บนกระแสน้ำของ “แม่น้ำ 5 สาย” ที่ตัวเองขุดขึ้นเอง เพราะเมื่อมาถึงนาทีนี้ก็พาให้คนไทยทั้งประเทศงวยงงว่า แม้มีรัฐธรรมนูญแล้วบ้านเมืองก็ไม่รู้จะสงบสุขหรือเปล่า

“นักรบแห่งทุ่งรัฐธรรมนูญ” มีฝีมือทำได้แค่นี้หรือ?

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม