
เงินล้นโลก
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
มีคนร้องขอมานานแล้วให้ผมเขียนเรื่องการผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี เพราะกังวลกันว่าการพิมพ์เงินออกมาในปริมาณมหาศาลของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ต่างๆ จะทำให้ในอนาคตเงินกลายเป็นเศษกระดาษ เงินทองที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตจะสูญค่า ครั้นจะซื้อทองเก็บไว้ก็กลัวราคาตก ส่วนตลาดหุ้นราคากลับสูงลิ่วจนซื้อไม่ลง กลัวจะติดยอดดอย
เราได้ยินคำว่าคิวอีครั้งแรกจากปากของคนที่ชื่อว่า เบน เบอร์แนนคี อดีตประธานระบบธนาคารกลางของสหรัฐ หรือเฟดเบอร์แนนคีเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เขางัดเอามาตรการนี้ออกมาใช้เมื่อเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ที่หากหยุดไม่อยู่อาจรุนแรงไม่แพ้วิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อ 80 กว่าปีก่อน
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เริ่มจากการล่มสลายของตลาดซับไพรม์ในสหรัฐ และส่งผลต่อเนื่องจนกลายเป็นวิกฤตของระบบสถาบันการเงินโลก การลดดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วจนเป็นศูนย์ไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้เพียงพอ แรงกดดันที่มีต่อราคาสินค้า ตลาดแรงงานและดัชนีตลาดหุ้นให้ตกต่ำลงมีพลังมหาศาล หากจำกันได้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งอยู่ห่างจากสหรัฐถึงครึ่งโลก ลดลงต่ำกว่าระดับ 400 จุด หรือไม่ถึง 1 ใน 4 ของระดับปัจจุบัน
เบอร์แนนคี ทราบดีว่า การทำให้ดอกเบี้ยระยะสั้นติดลบมากๆ ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก รังแต่จะทำให้ผู้คนไปเบิกเงินออกจากบัญชีมาเก็บตุนไว้เป็นเงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ย
แม้ว่าการตัดสินใจของเบอร์แนนคีจะทำให้เขาถูกตำหนิจากนักวิชาการจำนวนมาก แต่กาลเวลาก็ช่วยพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำไม่ผิด นอกจากเราจะรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐเองก็กลับเข้มแข็งขึ้นเป็นอันมาก โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังแต่ประการใด
เมื่อ 2 ปีก่อน รัฐบาล ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นก็เอาอย่างบ้าง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่หยุดนิ่งอยู่กับที่มา 20 ปี จนถูกเกาหลีและจีนแซงหน้าไปหลายเรื่อง แม้ในวันนี้ความสำเร็จจะยังไม่เป็นรูปธรรมมากนัก แต่ความมั่นใจของชาวญี่ปุ่นโดยรวมก็สูงกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนเป็นอันมาก
ล่าสุด ธนาคารกลางของยุโรป หรืออีซีบี ก็ลงมติให้ทำคิวอีเช่นกัน หลังจากเศรษฐกิจยุโรปกลายเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจโลกมาหลายปี ซึ่งการประกาศจะทำคิวอีออกมาก่อนการเลือกตั้งในกรีซไม่กี่วัน หลายคนเชื่อว่าหากไม่มีเรื่องคิวอี ผลการเลือกตั้งในกรีซอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นในยุโรปอย่างรุนแรง และดัชนีตลาดหุ้นอาจดิ่งเหวทั่วยุโรปและทั่วโลก
ในวันนี้ แกนหลักทางการเงินของโลกทั้ง 3 แกน คือ เงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และเงินเยน ต่างอยู่ภายใต้ร่มเงาของคิวอี ปริมาณเงินที่ใช้ในการทำคิวอีของทั้ง 3 สกุลรวมกันหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากจนคนทั่วไปนึกภาพไม่ออก มากจนทำให้เกิดความกลัวว่าเงินจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ
ผมเขียนเรื่องนี้ในวันนี้เพื่อจะบอกท่านผู้อ่านว่า คิวอีไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันคืออะไรกันแน่
ธนาคารกลางทำคิวอีโดยการออกมาซื้อพันธบัตรระยะยาวไปถือไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาล แต่อาจมีของเอกชนด้วย เช่นในกรณีของสหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นพันธบัตรที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง หรือที่เรียกกันว่าเอ็มบีเอส จุดประสงค์ก็เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลง และทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเอ็มบีเอสกับพันธบัตรรัฐบาลแคบลง เป็นการเน้นช่วยตลาดที่อยู่อาศัยโดยการทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านต่ำลง
ส่วนกรณีของญี่ปุ่นกับยุโรปมีผลข้างเคียงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการทำให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเงินทุนไหลออกไปตลาดอื่นที่ดอกเบี้ยระยะยาวสูงกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีคิวอีคือสภาพคล่องล้นระบบ แต่สภาพคล่องส่วนเกินนี้ในทางปฏิบัติไม่ได้ถูกนำไปใช้นะครับ ที่เกิดขึ้นจริงคือเหลือกองอยู่ในบัญชีธนาคารพาณิชย์ที่เปิดไว้กับธนาคารกลางนั่นเอง
ถึงจะไม่มีคิวอี แต่ถ้าดอกเบี้ยเท่ากับศูนย์ ก็หมายถึงสภาพคล่องล้นระบบเช่นกัน เพียงแต่คิวอีทำให้ล้นมากขึ้น
สิ่งที่ฝ่ายต่อต้านคิวอีเกรงกลัวยังไม่เกิด นั่นก็คือการใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งที่จริงการเพิ่มการใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางที่ทำคิวอีปรารถนา เพราะมันจะเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเป็นสัญญาณให้ลดหรือเลิกคิวอี
ด้วยเหตุนี้ การทำคิวอีจึงไม่ใช่การพิมพ์เงินใหม่ทั้งจำนวน เพราะเกือบทั้งหมดจะไหลกลับไปที่ธนาคารกลาง มีเพียงส่วนน้อยที่ออกมาหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่เราคนนอกควรเข้าใจคือ เงินที่มาจากการทำคิวอีไม่ใช่การใช้จ่ายของธนาคารกลางหรือของภาครัฐ จึงมีผลเสียกับเศรษฐกิจในระยะยาวน้อยกว่าการขาดดุลการคลังเป็นอันมาก ซึ่งการขาดดุลการคลังก็คือการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลนั่นเอง
การทำคิวอีไม่ได้ทำให้การขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม หากเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาบ้าง อาจทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น หรือมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง
แต่แน่นอนว่าการทำคิวอีต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดสัญญาณเงินเฟ้อแรง มิฉะนั้นจะทำให้ตลาดตื่นกลัวและดอกเบี้ยระยะยาวกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีที่ชะลอหรือหยุดทำคิวอี
อาจกล่าวได้ว่า การทำคิวอีเท่าที่เห็นในรอบนี้ไม่ได้เป็นการแสดงความไร้วินัยทางการเงิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ของธนาคารกลางในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่กระตุ้นด้วยวิธีอื่นไม่เป็นผล
หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก ธนาคารกลางที่ทำคิวอีเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของดอกเบี้ยระยะยาวให้กับตลาด โดยการเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงแทนบางส่วน ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทำให้ตัวธนาคารกลางเองขาดทุนมากๆ ในภายหลัง
ความเสี่ยงดังกล่าวอาจจะมาจากการคาดการณ์ที่ผิดพลาด เช่นเงินเฟ้อกลับมาเร็วกว่าที่คิด ทำให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว และต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ซื้อมาถือไว้ในช่วงที่ทำคิวอี
ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของธนาคารกลางครับ ที่มักจะต้องปิดทองหลังพระ ที่เห็นชัดอีกเรื่องคือค่าเงิน ประเทศไหนเจริญมาก ค่าเงินแข็ง ธนาคารกลางของประเทศนั้นก็มักจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ กันถ้วนหน้านะครับ







