
เกินเยียวยา
ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่จะต้องจับตามองกันอย่างยิ่งครับ
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่จะต้องจับตามองกันอย่างยิ่งครับ เมื่อวานนี้มีการประกาศตัวเลขการเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ปรากฏว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตได้ที่ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และคิดเป็นเพิ่ม 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ข่าวดีก็คือ ญี่ปุ่นสามารถหลุดพ้นจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้ในที่สุดหลังจีดีพีติดลบติดต่อกันสองไตรมาสขณะนี้
แต่ทว่าข่าวร้ายก็คือ การเติบโตดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะเติบโตได้มากถึง 3.6%
และก็มีข่าวร้ายเพิ่มเติมอีกก็คือ ตัวเลขการใช้จ่ายของประชาชนนัั้นยังอ่อนแออยู่มาก
ถือว่าเป็นข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีครับ
แน่นอนว่า ตัวเลขที่ปรากฏออกมานี้จะยิ่งเป็นแรงกดดันให้กับนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ และคณะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ถูกวิจารณ์กันหนักหนาสาหัสว่ามองสถานการณ์เป็นบวกมากเกินไป
ที่ผ่านมาต้องบอกว่าญี่ปุ่นได้ทำสารพัดครับ ไม่ว่าจะอัดฉีดเข้าสู่ระบบ กดค่าเงินเยนให้อ่อนลง รวมไปถึงแม้กระทั่งการยอมเลื่อนขึ้นภาษีการขาย หรือภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งที่สองออกไปจากกำหนดเดิมในเดือน ต.ค.ปีนี้ ออกไปราวปีครึ่งทีเดียว
แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเหล่านี้เฉพาะภาคธุรกิจเท่านั้นครับ และอาเบะเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่านโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์นั้นช่วยเหลือแต่เอกชน โดยที่ประชาชนผู้บริโภคยังไม่ได้อานิสงส์เท่าไหร่
ซ้ำร้าย เมื่อเดือน เม.ย.ที่แล้ว อาเบะกลับยังขึ้นภาษีการขายรอบแรก ทำให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นออกอาการไม่พอใจกันอย่างหนัก จนถึงกับทำให้มูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคญี่ปุ่นหดตัวลงทันที
ยิ่งไปกว่านี้เป้าหมายสำคัญของญี่ปุ่นที่จะฉุดให้ประเทศหลุดพ้นจากภาวะเงินเฟ้อนั้นคงจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่อตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงก็จะยิ่งฉุดให้ระดับเงินเฟ้อไม่กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่เสียด้วย
ดังนั้น คาดว่าหลังจากนี้ไปบีโอเจอาจจะต้องออกมาตรการคิวอีออกมาเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ราวๆ เดือน เม.ย.นี้
แต่ก็เท่านั้นครับ สภาพเศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นต้องบอกว่าอยู่ในสภาพที่เกินเยียวยา ที่ความมั่นใจของผู้บริโภคหดตัวไปหมด และนโยบายของภาครัฐส่วนใหญ่ก็เน้นการช่วยเหลือภาคเอกชนเป็นหลัก
เมื่อประชาชนไม่ขยับ เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เดินต่อไปไม่ไหว เป็นสิ่งที่อาเบะต้องเรียนรู้ไว้ครับ







