
ลงทุนเพื่อคนไทย
เริ่มเห็นความคืบหน้าในการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการลงทุนของภาครัฐ (พีพีพี) อีกระดับหนึ่ง หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ให้กระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงการคลัง เพื่อจะได้เริ่มใช้รูปแบบพีพีพีในการลงทุนโครงการภาครัฐตามยุทธศาสตร์การลงทุน 8 ปี ของรัฐบาล
เริ่มเห็นความคืบหน้าในการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการลงทุนของภาครัฐ (พีพีพี) อีกระดับหนึ่ง หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ให้กระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงการคลัง เพื่อจะได้เริ่มใช้รูปแบบพีพีพีในการลงทุนโครงการภาครัฐตามยุทธศาสตร์การลงทุน 8 ปี ของรัฐบาล
โดยข้อเท็จจริง การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐนั้น มีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถลงทุนโครงการต่างๆ ได้ด้วยวิธีที่หลากหลายขึ้น จากเดิมที่รัฐต้องรับภาระจัดหางบประมาณและเงินกู้มาลงทุนในโครงการต่างๆ ก็สามารถดึงเอกชนมาร่วมลงทุนได้ ช่วยให้ประหยัดงบประมาณและลดภาระหนี้
โดยรัฐบาลชุดนี้วางกรอบนโยบายว่าจะใช้รูปแบบพีพีพีกับโครงการลงทุนภาครัฐไม่ต่ำกว่า 15% ของโครงการลงทุนทั้งหมด 1.9 ล้านล้านบาท หรือใช้รูปแบบพีพีพีประมาณ 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นโครงการลงทุนในกระทรวงคมนาคม
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตในเรื่องการใช้รูปแบบพีพีพีเพื่อผลักดันการลงทุนของรัฐ โดยประเด็นแรก คือ การใช้รูปแบบพีพีพีเพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนในโครงการของรัฐ จะช่วยให้แต่ละโครงการสามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ หลังจากที่ภาครัฐไม่ต้องพะวงกับปัญหาแหล่งเงินทุน ไม่ต้องพะวงกับการกู้เงินที่จะไปกระทบต่อวินัยการคลังได้
เพราะการเดินหน้าได้ จะต้องเป็นโครงการที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว มีการศึกษาความเป็นไปได้เรียบร้อย เพื่อที่ว่าเมื่อมีมติให้ใช้พีพีพีทำโครงการ ก็สามารถจัดทำเงื่อนไขการจัดหาเอกชนมาลงทุน หรือทีโออาร์ ได้ทันที
คณะกรรมการนโยบายฯ จึงต้องลงลึกในรายละเอียดว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว โครงการลงทุน 2.9 แสนล้านบาทนี้ มีความพร้อมที่จะใช้ระบบพีพีพีในการลงทุนจริงๆ มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมากกับค่าบริการในโครงการลงทุนที่รัฐร่วมกับภาคเอกชน ที่เห็นได้ชัด คือ ทางด่วนและดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่ขึ้นค่าบริการในอัตราที่สูงมาก และภาครัฐก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะภาคเอกชนหยิบยกสัญญาที่รัฐมีไว้กับเอกชนมาเป็นข้ออ้าง
จริงอยู่ว่าในการดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลนั้น เอกชนจะต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าพอสมควร จึงจะเป็นแรงจูงใจให้มาลงทุนกับภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันผลตอบแทนดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้อัตราที่พอสมควร โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้บริการด้วย
ภาครัฐในฐานะที่เป็นคนกลางจึงต้องวางกรอบอัตราค่าบริการที่พอเหมาะ เป็นอัตราที่เอื้อทั้งการลงทุนของเอกชน รวมทั้งดูแลประชาชนผู้ใช้บริการไปพร้อมกันด้วย







