
เจาะ 3 ความเป็นไปได้ ชะตายุโรปกับวิกฤตหนี้กรีซ
ความพยายามในการไถ่ถอนตนเองจากภาระหนี้ของกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้“ทรอยก้า”
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ความพยายามในการไถ่ถอนตนเองจากภาระหนี้ของกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้“ทรอยก้า” กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ โดยล่าสุดรัฐบาลใหม่ของกรีซเข้าเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้อีกครั้ง เพื่อเจรจาหาทางออกสำหรับทุกฝ่าย
แม้รัฐบาลใหม่ของกรีซซึ่งนำโดยพรรคไซรีซาจะมีนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดและการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากทรอยก้าอย่างสุดโต่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลกรีซเองกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินก้อนใหม่
ฝ่ายทรอยก้า ซึ่งประกอบไปด้วย ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องการให้กรีซรับมาตรการความช่วยเหลือทางการเงินต่อไป ซึ่งต้องแลกกับการที่กรีซต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อให้สถานะทางการคลังของกรีซมีศักยภาพพอในการชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม ผลที่ตามมาจากมาตรการรัดเข็มขัด คือ กรีซจะต้องลดตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น ปรับลดการบำนาญ ปรับขึ้นภาษีและแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำให้เป็นตัวฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจกรีซ
ในมุมมองประชาชนกรีซ การก้าวขึ้นมาของพรรคไซรีซา จึงหมายถึงการนำกรีซออกจากมาตรการรัดเข็มขัด และพรรคไซรีซายังให้คำมั่นว่าจะเจรจาขอปรับลดหนี้กับทางเจ้าหนี้อีกด้วย ซึ่งหมายความว่ากรีซจะมีโอกาสหายใจและกลับไปฟื้นฟูการเจริญเติบโตของประเทศอีกครั้ง
บรรยากาศเหนือยุโรปในขณะนี้จึงเต็มไปด้วยความอึมครึมและใจจดใจจ่อว่าสถานการณ์จะออกไปในทางใดจากวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล พบว่า ผลการเจรจาหนี้กรีซน่าจะคลี่คลายออกไปได้ 3 ทาง ดังนี้
ความเป็นไปได้ที่ 1 กรีซกับทรอยก้าสามารถหาข้อตกลงกันได้ เป็นรูปแบบข้อตกลงที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ การขยายระยะเวลาชำระหนี้และลดอัตราดอกเบี้ยโดยไม่มีการยกหนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองฝ่าย โดยทรอยก้าเพียงต้องการให้กรีซชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่น่าจะสร้างความพอใจให้กับประชาชนชาวเยอรมันผู้เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่
ขณะเดียวกัน การยอมลดหนี้ของกลุ่มทรอยก้าก็จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้กรีซยอมรับมาตรการรัดเข็มขัดต่อไป ตามที่กลุ่มทรอยก้าต้องการ
ความเป็นไปได้ที่ 2 กรีซกับทรอยก้าจะไม่สามารถหาข้อตกลงในความขัดแย้งเรื่องหนี้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้กรีซต้องเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด
เนื่องจากทั้งกรีซและกลุ่มทรอยก้าต่างมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจุดยืนของฝ่ายตนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการออกจากมาตรการรัดเข็มขัด โดย อเล็กซิสไซปราส นายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคไซรีซา ประกาศอย่างชัดเจนว่า กรีซจะไม่กลับไปสู่ในช่วงเวลาแห่งการรัดเข็มขัดอีกต่อไป
ขณะที่ท่าทีของฝ่ายเจ้าหนี้ก็แข็งกร้าวไม่แพ้กัน สะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวของอีซีบีก่อนหน้านี้ที่ตัดสินใจระงับสิทธิพิเศษ ไม่ให้ธนาคารพาณิชย์กรีซในพันธบัตรกรีซมาเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเพื่อขอเงินกู้จากธนาคารกลาง หลังจากรัฐบาลใหม่กรีซมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้น ซึ่งนับเป็นการเพิ่มความยากลำบากให้กับธนาคารกลางกรีซในการจัดสรรให้กับธนาคารพาณิชย์
ความเป็นไปได้ที่ 3 กรีซออกจากยูโรโซน หากกรีซไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสถานการณ์ที่ 2 และจะกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความระส่ำระสายยูโรโซนในที่สุด
ต้องยอมรับว่า สำหรับกรีซการหันมาใช้สกุลเงินยูโรนับเป็นดาบสองคม เพราะแม้ว่าความน่าเชื่อถือของค่าเงินยูโรจะทำให้กรีซสามารถออกพันธบัตรได้ง่ายขึ้น แต่ระดับความแข็งค่าของค่าเงินยูโรกลับไม่สอดคล้องกับภาวะการผลิตที่ต่ำเกินไป ขณะเดียวกันภาวะค่าเงินแข็งไม่ส่งผลดีต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของกรีซ
การที่กรีซเลิกใช้สกุลเงินยูโร จึงอาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากการไม่ต้องรับภาระการชำระหนี้และมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งจะทำให้กรีซมีเศรษฐกิจที่เติบโตได้ราว 2.5% ต่อปีในช่วงปี 2025 นับเป็นอัตราการเติบโตเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตหนี้ยูโรโซน
อลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวไว้ว่า อีซีบีจะเผชิญกับภาวะหนี้เสียหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากกรีซออกจากยูโรโซน ซึ่งการต้องแบกรับภาระหนี้จำนวนมากจะทำให้ค่าเงินยูโรซึ่งอีซีบีเป็นผู้ดูแลอยู่ มีความน่าเชื่อถือน้อยลง และกรณีดังกล่าวจะส่งผลต่อเนื่องให้เกิดนักลงทุนแห่ทิ้งเงินยูโรจนเกิดภาวะค่าเงินผันผวนในที่สุด
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ กรณีกรีซจะเป็นตัวอย่างให้สมาชิกยูโรโซนรายอื่นๆ ที่ถูกบีบให้ใช้มาตรการรัดเข็มขัดเช่นกัน ลาออกจากยูโรโซนไปด้วย และแน่นอนว่า หากเกิดความระส่ำระสายอียูซึ่งมีสัดส่วนการค้าคิดเป็น 1 ใน 5 ของทั้งโลก ก็ย่อมกระทบต่อตลาดพลังงานและตลาดส่งออกของโลกด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งกรีซเป็นประเทศขนาดเล็กเท่านั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อโลกมาก โดย จิม โอเนลนักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษ คำนวณไว้ว่า กรีซมีผลผลิตมวลรวมภายใน (จีดีพี) เพียง 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากจีดีพีโลกทั้งหมดที่อยู่ที่ 75 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
หรือเปรียบเทียบอีกนัยหนึ่ง คือ จีนสามารถสร้างจีดีพีขนาดเท่ากรีซได้ทุกๆ ไตรมาส ดังนั้นแม้เศรษฐกิจของยูโรโซนจะมีความสำคัญต่อโลก แต่สำหรับกรีซที่คิดเป็นเพียง 0.3% ของจีดีพีโลกนั้นแทบไม่มีความสำคัญเลย
ฉะนั้น หากเทียบในระดับโลกแล้ว การที่กรีซออกจากยูโรโซนไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจสักเท่าไร แต่หากมองว่ากรีซคือโดมิโนตัวแรกที่จะล้มลงเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในยูโรโซน ก็นับว่าน่ากลัวไม่น้อยทีเดียว







