
สรรพากรโอดภาษีน้ำมันหาย
คลังโอดราคาน้ำมันลดต่อเนื่องกระทบรายได้สรรพากร 4,000 ล้าน/เดือน
คลังโอดราคาน้ำมันลดต่อเนื่องกระทบรายได้สรรพากร 4,000 ล้าน/เดือน
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้คลังเป็นห่วงการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2558 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลงมาก ทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการนำเข้าน้ำมันหายไปเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท ทำให้ต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพื่อชดเชยภาษีที่หายไปมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บแวตจากการบริโภคยังขยายตัวได้ดีขณะที่การจัดเก็บภาษีอื่นๆ อาทิ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ในภาพรวมยังต้องติดตามการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด
“การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรปีนี้มีปัญหาค่อนข้างหนัก มีปัจจัยเข้ามากระทบหลายอย่าง ทำให้ต้องปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมในปีงบประมาณ 2558 ลงเหลือ 1.8 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่ 1.96 ล้านล้านบาท หรือลดลง 1.6 แสนล้านบาท” นายวิสุทธิ์ กล่าว
นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2558 ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะแม้จะมีรายได้บางส่วนหายไป แต่ก็มีรายได้ส่วนอื่นๆ มาเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากกรมสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเป็น 3.25 บาท/ลิตร ก็ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของกรมเพิ่มขึ้นมาก
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะเป้าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2558 ยังอยู่ที่ 2.32 ล้านล้านบาท แต่อาจจะมีการปรับลดคาดการณ์การจัดเก็บให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น โดยหากมองภาพในระยะยาว สถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขาลงต่อไป จากก่อนหน้านี้ สศค. ประเมินราคาน้ำมันอยู่ที่ 103 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยจากปัจจัยดังกล่าวก็มีโอกาสที่ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมภาษีจะต่ำกว่าคาดการณ์ แต่เชื่อว่าคงไม่มากนัก
ทั้งนี้ ผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 4 เดือนแรกของงบประมาณปี 2558 (ต.ค. 2557-ม.ค. 2558) สามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย 1,100 ล้านบาท จากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ขยายตัวสูงขึ้น 2,000-3,000 ล้านบาท ขณะที่ภาษีแวตจากการบริโภคก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตเริ่มดีขึ้นหลังการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ส่วนกรมศุลกากรจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อยเท่านั้น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจสถาบันการเงิน และร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบธุรกิจสถาบันการเงิน ซึ่งเห็นว่าเมื่อกองทุนดังกล่าวมีฐานะทางการเงินเพียงพอแล้ว หรือไม่จำเป็นต้องคงขนาดกองทุน เหตุผลเพราะสภาพทางเศรษฐกิจการเงินมั่นคง ก็ขอให้ รมว.คลัง พิจารณานำเงินกองทุนส่วนเกินหรือส่วนที่เห็นว่าไม่จำเป็นเข้าบัญชีเงินคงคลังที่ 1 เพราะเดิมกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเข้าคลังเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังกระทรวงการคลังรับข้อสังเกตของกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาความเหมาะสม โดยเห็นสมควรดำเนินการตามหรือไม่นั้นให้แจ้งผลให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)
รับทราบใน 30 วัน







