
รอข่าวดี ข้าวทุ่งกุลา
....พวงรัตน์ อัสวพิศิษฐ์
เมื่อพูดถึงสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่าจะต้องมีการเชื่อมโยงกับพื้นที่ของประเทศ เขต ภูมิภาค ท้องถิ่น ภูเขา แม่น้ำ เกาะ ฯลฯ เพื่อจะใช้ชื่อหรือสัญลักษณ์ของสถานที่เหล่านั้นเป็นชื่อของสินค้า โดยหากมีการเปลี่ยนแหล่งผลิตไป คุณลักษณะเฉพาะหรือคุณภาพของสินค้าก็จะเปลี่ยนไปด้วย
ดังนั้น ประเทศต่างๆ ที่มีกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จึงเคร่งครัดกับเรื่องการควบคุมกระบวนการผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปลอมปนนำสินค้าจากแหล่งอื่นเข้ามาผสม การควบคุมจึงต้องมีถึง 2 ระดับ คือในระดับชุมชน ให้ควบคุมกันเอง และการควบคุมภายนอก คือโดยหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรหรือบริษัทที่เป็นที่เชื่อถือ การที่ให้ชุมชนควบคุมกันเอง เพราะสิ่งที่ได้จะตกเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เช่นกรณีของเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการสร้างความเข้มแข็ง สามัคคีให้กับชุมชน รวมถึงการบ่มเพาะให้มีความซื่อสัตย์สุจริตด้วย ซึ่งดูๆ ว่าจะมีน้อยลงทุกทีในสังคมไทย และโดยเฉพาะสิ่งนี้เมื่อให้แล้วก็ให้เลยไม่หมดอายุ ตราบใดที่ยังรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ได้ ยกเว้นสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการขึ้นทะเบียน หรือการขึ้นทะเบียนดำเนินไปโดยมิชอบ ที่สำคัญก็คือเม็ดเงินจะตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเขาก็มีการออกตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นรูปทรงข้าวบิณฑ์ให้แก่กลุ่ม ชุมชน หรือจังหวัด ที่ผลิตหรือประกอบการค้าสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้ว หากกลุ่ม ชุมชน หรือจังหวัด มีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและมีแผนการควบคุมตรวจสอบในระดับผู้ผลิตหรือระดับจังหวัดแล้ว ซึ่งเครื่องหมายที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้นี้เท่ากับเป็นตรารับรองคุณภาพให้อีกชั้นหนึ่ง
แน่นอนว่า การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้และมีตรารับรองจะทำให้มูลค่าของสินค้านั้นสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์โบราณที่ขึ้นเฉพาะที่พัทลุง และคนไทยจำนวนมากไม่รู้จัก แต่ที่จริงแล้วเป็นข้าวเมล็ดเล็กเรียวสีแดงคล้ำๆ ดูสวยมากและเวลาหุงแล้วก็อร่อยมากด้วย ไม่ใช่เข้าตำราสวยแต่รูปจูบไม่หอม ข้าวชนิดนี้ได้มีการดำเนินการระหว่างชุมชน/จังหวัด กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา จนขึ้นทะเบียนได้เมื่อปี พ.ศ. 2549 หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพของสินค้าจนทำให้ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงขยายตลาดได้มากขึ้น และมีราคาสูงขึ้นด้วย จากการสอบถามจากคุณสายสุนีย์ เกื้อทอง กลุ่มสหกรณ์การเกษตรแม่บ้านภักดีร่วมใจ จำกัด ผู้ผลิตข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ทราบว่าราคาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2552 ถึงต้นปี พ.ศ. 2553 อยู่ที่ประมาณเกวียนละ 2.2
–2.5 หมื่นบาท เทียบกับ 7,000–8,000 บาท เมื่อปี พ.ศ. 2548 ก็นับว่าสูงขึ้นมาก ถึงแม้บางท่านอาจมองว่ามีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่น่าจะสูงได้ขนาดนี้ เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่ำ แถมยังไม่มีเรื่องการประกันราคาเข้ามาเกี่ยวข้องกรณีของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ นับว่าเป็นการก้าวไปอีกระดับหนึ่งคือ นอกจากได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในไทยและได้รับตรารับรองจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ยังก้าวไปสู่ขั้นการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสหภาพยุโรป โดยที่พื้นดิน ณ ทุ่งกุลาร้องไห้มีลักษณะเฉพาะ กรดด่างและความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ ทำให้ได้ข้าวหอมมะลิชนิดนี้ ที่มีอะมิโลส 16
–18 จึงทำให้ข้าวมีความนุ่ม มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย และการเก็บเกี่ยวปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำมาแต่โบราณ เป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมา ทำให้ได้ข้าวที่หอมมากดังกล่าวแล้ว ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้นี้ได้ผ่านการตรวจสอบภายนอก โดยบริษัทต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับของสหภาพยุโรปแล้ว โอกาสที่ไทยจะได้ขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรปจึงมีมากสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมเป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ทำไมไม่เป็นข้าวหอมมะลิสุรินทร์ หรือส้มโอนครไชยศรี หรือมะขามหวานเพชรบูรณ์ ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่าสินค้าไทยได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไว้ในประเทศแล้วมีถึง 29 รายการ แต่ดังที่กล่าวมาแล้วว่า แต่ละประเทศเขาเคร่งครัดกันมาก จึงขึ้นกับความพร้อมของแต่ละสินค้า เพราะต้องมีทั้งการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบภายนอกดังได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ยังขึ้นกับกฎหมายของแต่ละประเทศ อย่างกรณีของสหภาพยุโรปนั้นให้เฉพาะสินค้าเกษตร ดังนั้น สินค้าบางอย่างที่เป็นสินค้าหัตถกรรมและตามกฎหมายไทยขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้แต่ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสหภาพยุโรปไม่ได้ เช่น ผ้าไหมยกดอกลำพูน หรือแพรวากาฬสินธุ์ จึงขึ้นทะเบียนในยุโรปไม่ได้ ซึ่งต้องมีการผลักดันกันต่อไป แต่ปัจจุบันก็ใช้วิธีให้จับคู่กันกับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของยุโรป คือ แชมเปญ โดยให้จูงมือกันไปเป็นสินค้าคู่แฝด เช่นใช้ผ้าไหมยกดอกลำพูนสีดำทำเป็นกล่องใส่แชมเปญดองปริยอง เป็นต้น ซึ่งก็ไปได้ดี
จีน โคลัมเบีย และประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศก็มีการยื่นขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสหภาพยุโรปเช่นกัน สำหรับไทย หากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้นำร่องไปขึ้นทะเบียนได้สำเร็จ กาแฟดอยช้างและกาแฟดอยตุง ก็น่าจะเป็นสินค้าลำดับต่อมา
นอกจากความพร้อมในเรื่องของการรักษาคุณภาพมาตรฐานว่าจะต้องเกิดโดยธรรมชาติ หรือเป็นผลิตผลการเกษตรในถิ่นที่ระบุโดยแท้จริงแล้ว ในความเห็นของผู้เขียน ยังควรเป็นสินค้าที่มีตลาดอยู่แล้วในประเทศที่จะไปขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย ไม่ใช่สินค้าที่ต้องไปทำตลาดใหม่ การได้ขึ้นทะเบียนจะทำให้ขยับไปสู่ตลาดเฉพาะที่ผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้วสนใจสุขภาพและสินค้าที่มีคุณลักษณะพิเศษ ให้ความสำคัญ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อหนีการแข่งขันจากประเทศเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่กำลังตามมาชนิดหายใจรดต้นคอ
ผู้เขียนก็ขอจบด้วยว่า อีกไม่นานเกินรอ เราชาวไทยคงได้ข่าวดีในเรื่องข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของเรา







