posttoday

ผ้าไหมสูญ2.5พันล. ต้นทุนพุ่งทยอยปิดกิจการ

04 กุมภาพันธ์ 2558

ภาคอุตสาหกรรมผ้าไหมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอ็มเอ็มอี) ในกลุ่มนครชัยบุรินทร์ คือ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ระส่ำหนัก

โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

ภาคอุตสาหกรรมผ้าไหมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอ็มเอ็มอี) ในกลุ่มนครชัยบุรินทร์ คือ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ระส่ำหนัก คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 2,000 ราย ทยอยปิดกิจการลงกว่า 50% เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจซบเซา ยอดขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศตกต่ำกว่า 50% ทำให้แบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว

อาทิตยา สิริมัชชาดากุล ประธานศูนย์ไหมนครชัยบุรินทร์และนายกสมาคมไหมไทยนครราชสีมา บอกว่า ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระสูงขึ้นเป็นเท่าตัว วัตถุดิบปรับราคาขึ้น แต่ราคาผ้าไหมที่ขายหน้าร้านและส่งออกไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ตาม ขณะที่คู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านผลิตสินค้าออกมาปริมาณมากและได้ราคาถูก ทำให้ผ้าไหมของไทยยอดขายตกต่ำ อีกทั้งยอดขายผ้าไหมจะขึ้น-ลงเหมือนกราฟหุ้นขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ถ้าหน่วยงานรัฐไม่สนับสนุนส่งผลทำให้ภาคอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยทยอยปิดกิจการทั้งหมดไม่เกินปีหน้า

อาทิตยา บอกอีกว่า ช่วงปี 2555 จ.นครราชสีมา ผลิตผ้าไหมออกสู่ตลาดมากกว่า 10 ล้านหลา/ปี สามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 4,100 ล้านบาท แต่ปี 2557 ผ้าไหมออกสู่ตลาดลดลงไม่ถึง 5 ล้านหลา ยอดขายหายไปเกินครึ่งเหลือไม่ถึง 1,500 ล้านบาท ซึ่งผ้าไหมจาก จ.นครราชสีมา ถือว่ามีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมนครชัยบุรินทร์ ซึ่งเคยมีรายได้รวมปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะนี้เหลือไม่ถึง 2,500 ล้านบาท

“ปัจจุบันผู้ผลิตและผู้ประกอบการผ้าไหม จ.นครราชสีมา ปิดกิจการไปแล้วกว่า 100 ราย จากเดิมมีมากกว่า 200 ราย ลดลงเกินครึ่ง ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ซึ่งเคยมีเครื่องทอผ้าไหมหรือกี่อยู่กว่า 500 กี่ ก็ต้องปิดกิจการไปแล้วหลายราย เมื่อก่อนเฉพาะที่ อ.ปักธงชัย มีอยู่มากกว่า 2,000 กี่ แต่ปัจจุบันรวมแล้วไม่ถึง 500 กี่ แรงงานต่างๆ ส่วนใหญ่หันไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีรายได้ที่แน่นอนและมากกว่าการทอผ้าไหม อีกส่วนหนึ่งก็หันไปทำการเกษตร เมื่อไม่มีออร์เดอร์เข้ามา ทำให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้และต้องปิดกิจการไปในที่สุด” อาทิตยา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐเอกชนเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งด้านการอบรม การให้ปรึกษา และการต่อยอดผลิตภัณฑ์ แต่ยอดขายก็ยังไม่ดีขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นเท่าตัว จากเดิมราคาไหมยืนอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,200 บาท ปรับขึ้นมาเท่าตัวเป็น 2,400 บาท แต่ราคาผ้าไหมที่ขายไม่สามารถปรับขึ้นได้อีก ซึ่งทางสมาคมได้แนะแนวทางสมาชิกเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและหาจุดเด่นว่าเก่งและถนัดด้านใด หากถนัดเรื่องของการออกแบบแนวแฟชั่น ลายผ้าก็ให้เน้นไปที่เรื่องๆ นั้น

ประธานศูนย์ไหมนครชัยบุรินทร์ บอกอีกว่า สำหรับการแข่งขันทางธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีสินค้าจากประเทศพม่าเข้ามาแข่งขันในตลาดต่างประเทศค่อนข้างมาก ผ้าไทยในต่างประเทศ คือ ผ้าไหมไทย เมื่อก่อนเป็นสินค้าที่สามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ด้วยตัวเอง แม้ที่ผ่านมาผ้าไหมไทยที่ส่งออกจะเน้นคุณภาพและมาตรฐานเป็นหลัก แต่เมื่อเจอคู่แข่งที่ขายราคาถูกกว่าทำให้ยอดขายลดลงตามไปด้วย

ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยปีนี้มีแนวโน้มจะยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ประคับประคองตัวเองให้อยู่ได้ก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรที่จะฟื้นขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดผ้าไหมไทยอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการยังขาดเงินทุนหมุนเวียนอีกเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล พัฒนาให้เป็นรูปธรรมและส่งเสริมให้มียอดขายเพิ่มขึ้น

หากหน่วยงานภาครัฐยังไม่เข้าเร่งแก้ไขโดยด่วน ไทยคงต้องปิดตำนานผ้าไหมไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง