
เศรษฐกิจไม่รุ่ง รัฐเน้นพยุงมากกว่ากระตุ้น
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ร่วมกันรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดย สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะยังคงไม่สดใส จากปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น ความไม่แน่นอนการเมืองราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังชะลอตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดเงินเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น การส่งออกของไทยที่ติดลบจากขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ ผลิตสินค้าที่ล้าสมัยไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
“ถ้าจะแก้ไขปัญหาส่วนนี้ จะต้องลงทุนในเทคโนโลยีและมีนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันด้านการส่งออกกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในปัจจุบันยังไม่เห็นแนวการลงทุนดังกล่าว” สมชัย กล่าว
นอกจากนี้ แม้ราคาน้ำมันจะลดลงมามาก แต่ไทยได้อานิสงส์การบริโภคในประเทศน้อย เพราะภาคประชาชนยังมีหนี้ครัวเรือนสูง โดยเฉพาะหนี้จากโครงการรถยนต์คันแรกที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี จึงจะดีขึ้น บวกกับหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก็ยังสูง จึงหวังให้การบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวหลัก
ได้ยาก
สมชัย กล่าวว่า การคาดหวังให้การใช้จ่ายภาครัฐมาช่วยกระตุ้นนั้น ดูแล้วรัฐบาลนี้หวังยาก เพราะรัฐบาลนี้ไม่เน้นใช้จ่ายเพิ่ม แต่ก็พอหวังได้จากการลงทุนภาครัฐ ที่มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้บ้าง แต่เมื่อระวังคอร์รัปชั่นมากขึ้น การดำเนินการต้องสะอาด ซึ่งโครงการต่างๆ ก็จะช้าลง และน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามากกว่าปีนี้
ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนนโยบายการคลัง โดยให้มี Fiscal Space หรือพื้นที่การคลังให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายการคลังของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการคลังของประเทศช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ รัฐควรใช้จ่ายให้เยอะ ในขณะที่ถ้าเศรษฐกิจดีรัฐควรใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้คลังมีพื้นที่เพื่อดำเนินการคลังในระยะยาว
ด้าน ไอฮาน โคเซ ผู้อำนวยการฝ่ายแนวโน้มการพัฒนาของธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ไม่ได้สดใสมากนัก โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโตที่ 3% สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่คาดไว้ 2.3% และปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.3% ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินแตกต่างกันมาก และยังไม่แน่นอนนักว่าเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลกได้ ในเมื่อเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นยังมีปัญหา บวกกับจีนก็เติบโตชะลอลง
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงให้ประโยชน์กับแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจะได้ประโยชน์ ส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสถานะการคลัง ส่วนความผันผวนของการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการคลังจะรับมือกับความผันผวนได้ดี เช่น มีทุนสำรองสูง มีหนี้ต่างประเทศต่ำ มีช่องลดอัตราดอกเบี้ย







