posttoday
มะกันเล็งส่งออกน้ำมัน เปิดแนวรุกใหม่น็อกโอเปก

มะกันเล็งส่งออกน้ำมัน เปิดแนวรุกใหม่น็อกโอเปก

02 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สถานการณ์สงครามน้ำมันกำลังดำเนินมาถึงจุดเข้มข้นเมื่อราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำกำลังทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐ จนดูเหมือนว่าสหรัฐกำลังจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้และกำลังจะกลายเป็นฝ่ายชนะ

ถึงกระนั้นยังต้องถือว่าเร็วเกินไป หากจะชี้ขาดไปเลยว่าโอเปกจะเป็นฝ่ายชนะในเกมครั้งนี้ เพราะสหรัฐยังมี“การส่งออกน้ำมัน” เป็นไพ่ตายที่ซ่อนไว้รอวันปิดเกม

ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา การที่สหรัฐค้นพบเทคโนโลยีใหม่ในการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหิน (เชลออยล์) ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐเฟื่องฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันเชลออยล์ที่ขุดได้ในแผ่นดินเมืองลุงแซมมีปริมาณมากจนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันจากตะวันออกกลางได้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับกลุ่มโอเปก เพราะต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐ ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ นับเป็นหมัดแรกที่สหรัฐปล่อยเข้าใส่โอเปกเต็มๆ ในการเปิดศึกราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ กำลังการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงจนล้นตลาด และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งตัวลงอย่างมากถึงราว 50% นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินปี 2008

อย่างไรก็ตาม แทนที่โอเปกจะเลือกตอบโต้ภาวะน้ำมันขาลงด้วยการปรับลดกำลังการผลิตเพื่อกดดันให้ราคาในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่เคยทำตามปกติ ปรากฏว่าครั้งนี้โอเปกกลับเลือกที่จะปล่อยให้ราคาน้ำมันต่ำต่อไป เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้

และก็ต้องถือว่าโอเปกเดินเกมถูกเสียด้วย เนื่องจากภาวะน้ำมันราคาถูกดูเหมือนจะสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐมากกว่าของโอเปกเสียอีก กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากธุรกิจขุดเจาะเชลออยล์ในสหรัฐเริ่มชะลอแผนการลงทุน และการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ๆ ในแหล่งเชลออยล์ที่นอร์ทดาโกตาและเทกซัส   

ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวของบริษัท โคโนโลฟิลิปส์ ธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่เมืองลุงแซม ที่จะเริ่มต้นลดกำลังการผลิต เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตเชลออยล์ไว้ได้  โคโนโลฟิลิปส์จึงกลายเป็นบริษัทแรกที่ประกาศแผนลดการลงทุนการผลิตเชลออยล์

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะโอเปกมีข้อได้เปรียบตรงที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าสหรัฐถึงครึ่งหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โอเปกจะสามารถทนทานภาวะน้ำมันราคาถูกของสหรัฐได้มากกว่า สิ่งที่โอเปกต้องทำคือรอให้อุตสาหกรรมเชลออยล์ของสหรัฐกำไรหดจนตายไปอย่างช้าๆ

ถึงกระนั้นผลการจากการบีบสหรัฐมากๆ อาจจะกลายเป็นแรงกดดันให้สหรัฐต้องไขก๊อกสองที่อุบเอาไว้ ซึ่งก็คือการ “ผ่อนคลายกฎการห้ามส่งออกพลังงาน” นั่นเอง

เนื่องจากหากสหรัฐผ่อนคลายกฎที่ปิดผนึกการส่งออกน้ำมันมากว่า 40 ปี ก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูให้บรรดาผู้ผลิตน้ำมันเมืองลุงแซมมีช่องทางในการขายมากขึ้น ซึ่งถึงแม้ราคาน้ำมันจะเตี้ยต่ำ แต่หากสามารถขายของได้มากขึ้น แน่นอนว่าจะทำให้รายได้ของบรรดาผู้ผลิตน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย ท่ามกลางภาวะเสี่ยงที่น้ำมันราคาถูกเช่นนี้

ต้องเท้าความก่อนว่า รัฐบาลวอชิงตันสั่งปิดผนึกการส่งออกน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตน้ำมันปี 1973 โดยกลุ่มโลกอาหรับซึ่งเป็นผู้ป้อนน้ำมันสู่ตลาดสหรัฐ ตัดสินใจงดส่งออกน้ำมันไปสหรัฐ เพื่อประท้วงที่สหรัฐเข้ามาแทรกแซงสงคราม 6 วันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มโลกอาหรับ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สภาคองเครสของสหรัฐจึงผ่านร่างกฎหมายจำกัดการส่งออกน้ำมันในปี 1975 เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานภายในประเทศ และลดผลกระทบหากกลุ่มโลกอาหรับใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือด้านการเมืองเช่นนี้อีก

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันบรรดากลุ่มผลประโยชน์ด้านธุรกิจพลังงานในสหรัฐพยายามวิ่งเต้นให้รัฐบาลของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ผ่อนคลายกฎการส่งออกพลังงานมากขึ้น อาทิ สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนซึ่งมีอิทธิพลในการล็อบบี้รัฐบาลสูง โดยให้เหตุผลว่าอุตสาหกรรมเชลออยล์ในสหรัฐกำลังเติบโต และมีกำลังผลิตมากพอทั้งสำหรับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก

ขณะเดียวกันก็เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลวอชิงตันก็เริ่มผ่อนคลายกฎการส่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุญาตให้บริษัท เอ็นเตอร์ไพรซ์ โปรดักต์ พาร์ตเนอร์ แอลพี ในเมืองฮุสตัน และบริษัท ไพโอเนียร์ รีซอร์เซสผู้ผลิตน้ำมัน 2 แห่งในรัฐเทกซัส สามารถส่งออกน้ำมันดิบชนิดอัลตรา ไลด์ คอนเดนเสต ซึ่งแปรรูปเป็นก๊าซโซลีน น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลได้

ด้าน สตีเฟน ไมโรว อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันทำงานกับเบคอน โพลีซี แอดไวเซอร์ หน่วยงานที่ปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ แสดงความเห็นว่า สหรัฐจะได้ประโยชน์จากทั้งการกระตุ้นการส่งออกผ่านการส่งออกพลังงาน และสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเชลออยล์มากขึ้น

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐส่งออกน้ำมันได้เพิ่มขึ้นถึง 1.26 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งทำให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันขึ้นไปทำสถิติอยู่ที่ 5.02 แสนบาร์เรล/วัน และอีไอเอยังคาดการณ์ว่า ผลผลิตน้ำมันจากเชลออยล์จะเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2021 อยู่ที่ 4.8 ล้านบาร์เรล/วัน

เห็นได้ชัดว่าสหรัฐกำลังค่อยๆ ผ่อนคลายกฎห้ามส่งออกน้ำมันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมทำให้ราคาน้ำมันยังอยู่ในภาวะเช่นนี้ต่อไปอีกนาน เนื่องจากการผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมัน เท่ากับการเปิดศึกแย่งส่วนแบ่งการตลาดกับกลุ่มโอเปกโดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันการหั่นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง 

ฉะนั้น ภาวะเพลี่ยงพล้ำของสหรัฐที่เห็นอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นเพียงการถอยไปตั้งหลักเท่านั้น ก่อนจะปล่อยหมัดหนักสวนกลับโอเปกจนโอเปกต้องจุกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่