
ตีโจทย์รธน.ผิด ปัญหาปะทุรุนแรงกว่าเดิม
จากบทบาท “ผู้เล่น” ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขีดเส้นเปลี่ยนให้เป็นเพียง “ผู้ดู”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
จากบทบาท “ผู้เล่น” ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขีดเส้นเปลี่ยนให้เป็นเพียง “ผู้ดู” วันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสะท้อนมุมมองต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เริ่มปรากฏเค้าลางเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความคาดหวังจากสังคม ว่านี่จะเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนกระบวนการ “ปฏิรูป”
อภิสิทธิ์ เริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่ามีความไม่ชัดเจนเรื่องการ “ตีโจทย์” แถมยังทิ้งคำถามชวนคิดว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เห็น “ตรงกัน” และ “ตรงจุด” หรือไม่ ก่อนจะวิเคราะห์ไปถึงต้นตอวิกฤตปัญหาที่ผ่านมาเป็นเรื่องเนื้อหาสาระ “รัฐธรรมนูญ” น้อยมาก แถมไม่ใช่เป็นประเด็นหลักที่นำมาสู่การชุมนุมประท้วงก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557
“แต่ปัญหาคือโดยธรรมชาติ สังคมพุ่งมาตรงนี้ (รัฐธรรมนูญ) หลายเรื่อง ผู้ร่างเลยต้องพยายามหาอะไรใหม่ หรือทำอะไรให้ต่างจากเดิม โดยข้อเท็จจริงก็ไม่แน่ใจว่ามีเหตุผลชัดเจนรองรับหรือไม่ เช่น ในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อที่ต้องให้ประชาชนจัดลำดับฐานความคิดกับตัวระบบไม่รับกัน
สส.อิสระระวังถูกนายทุนซื้อ
อภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างการตั้งโจทย์ที่ไม่ถูก คือเรื่องความเชื่อว่าปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการที่มีพรรคการเมืองมีเสียงข้างมากเด็ดขาด ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาอยู่ตรงที่พรรคที่ได้อำนาจไปใช้อำนาจยังไงมากกว่า “ผมไม่อยากให้รัฐธรรมนูญถอยหลังเขียนบนกรอบความคิดที่ปฏิเสธพรรคการเมือง”
“ผมยืนยันว่าถ้าวันนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ไปหยิบเรื่องนิรโทษกรรมก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร คนไม่ชอบใจก็เยอะ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็ต้องสู้กันไป ในกรอบ ป.ป.ช.อยู่ดี ทั้งถอดถอน ทั้งอาญา พลังที่ออกมาต่อต้านเพราะการใช้อำนาจในทางไม่ไไชอบ ตั้งแต่นิรโทษกรรมมาจนถึงการมองว่ารัฐบาลใช้ตำรวจ ราชการ เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา แต่พอไปตีโจทย์ว่า อย่าให้พรรคการเมืองมีเสียงข้างมาก มันยิ่งทำให้ฝ่ายที่มองว่าแนวคิดที่มาทำนั้นไม่เป็นประชาธิปไตยมีน้ำหนักมากขึ้น”
“ผมไม่ได้ขัดข้องว่า พรรคเพื่อไทยหรือพรรคของทักษิณจะมีเสียงข้างมาก เขาจะชนะการเลือกตั้งมาโดยบริสุทธิ์ และถ้าเขาบริหารประเทศโดยไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด มันก็ต้องแข่งขันกันไป ถ้าจะปรับแก้กติกาก็คือ ทำอย่างไรให้กติกาบังคับให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบจริง ไม่มีการเอาเครื่องมือรัฐ การปลุกระดมมวลชนมาทำลายประชาธิปไตย”
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุดแล้ว หลายประเด็นยังเป็นการเดินถอยหลัง โดยเฉพาะการให้ สส.ลงสมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรค ที่จะย้อนกลับไปทำให้ “นายทุน” มีอำนาจมากขึ้น เพราะถ้าย้อนกลับไปดูประวัติการเมืองไทย การมีกลุ่มการเมืองที่ไม่เป็นพรรค มีนักการเมืองอิสระเข้าไปมีอำนาจอยู่ในสภา จะกลายเป็นเหยื่อของคนที่ใช้เงินเข้าไปล็อบบี้
“คุณไม่ต้องมองแค่ สส. แม้ที่ผ่านมา สว.ที่บอกไม่สังกัดพรรค ทั้งในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เกิดอะไรขึ้น ในประเทศประชาธิปไตย ความสำคัญของพรรคแต่ถ้าเขาเลือกนาย ก. เป็นพรรคอิสระ นาย ก. สามารถไปเลือกทีหลังได้ว่าจะเอาจำนำข้าวหรือประกันรายได้ แล้วเสียงผมคืออะไร คือเสียงที่มอบเช็คเปล่าให้คนนั้นหรือ ที่หนักเข้าไปใหญ่คือ ที่บอกว่า ถ้า สส.ไม่ทำตามมติพรรคก็ไม่เป็นไร ลงโทษไม่ได้ นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นอย่างใน สจ. สท. ผมมองว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร และมันจะไปสร้างปัญหาใหม่ นี่คือตัวอย่างที่ผมเป็นห่วง”
สำหรับระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่มีต้นแบบจากเยอรมนีนั้น อภิสิทธิ์ เห็นว่า มีข้อดีคือ หนึ่ง ทำให้คะแนนเสียงทุกเสียงมีความหมายฉะนั้นเสียงของคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ภาคใต้ และเสียงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ที่ภาคอีสานมีความหมายไม่หายไป และสอง สะท้อนเจตนารมณ์ที่อยากให้พรรคไหนเป็นรัฐบาล
ที่ผ่านมามีคนเข้าใจผิดเยอะมาก สมมติอยากได้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็เลือกประชาธิปัตย์ในปาร์ตี้ลิสต์ แต่ชอบ สส.พรรคอื่นก็เลือก สส.เขตพรรคอื่น แต่จริงๆ แล้ว สส.เขตเยอะกว่า ปาร์ตี้ลิสต์เป็นตัวชี้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล แต่ถ้าเป็นระบบเยอรมนีปัญหานี้ก็จะหมดไป แต่ข้อเสียคือ โอกาสที่จะทำให้เกิดรัฐบาลผสมมีมากขึ้น
รัฐบาลผสม อำนาจจะอยู่ที่พรรคเล็ก
อย่างไรก็ตาม การจะเป็นรัฐบาลผสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน แต่ว่าถ้าจะไปมองหาทางทำให้เป็นรัฐบาลผสมก็มีความสุ่มเสี่ยง คือ สุดท้ายอำนาจอยู่ที่พรรคเล็ก สองพรรคใหญ่ ยังไงก็ไม่ถึงครึ่ง กลายเป็นคนที่จะตัดสินใจว่าใครจะเป็นรัฐบาลคือพรรคเล็ก แล้วมันจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนไหมล่ะ
“คุณอยากให้เขาใช้อำนาจอะไรก็ไปจำกัดขอบเขตตรงนั้น ไม่ใช่ไปทำให้พรรคไม่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่เข้มแข็ง จริงอยู่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราเจอความเสียหายจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ แต่ขณะเดียวกันประชาชนเขาได้สัมผัสว่า อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เขาต้องการจากการเมือง มันจับต้องได้ เราต้องยอมรับ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นความสำเร็จ ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวว่านี่คือสิ่งที่เขาได้จากการไปใช้สิทธิของเขาในระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ก่อนหน้านั้น อย่างที่ชอบพูดกัน “เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ” แต่สุดท้ายเขาบอกว่ากลายเป็นเรื่องที่นักการเมืองไปเจรจา ต่อรองกันเองว่านโยบายจะเป็นยังไง ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมว่ามันน่าจะเลยจุดนั้นมาแล้ว มันย้อนกลับไปไม่ได้หรอก”
ถามว่าสำหรับประชาธิปัตย์ชอบระบบเลือกตั้งแบบไหนมากกว่ากันนั้น อภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ชอบหลักการระบบของเยอรมนี แต่จะทำอย่างไร ให้มันไม่มีช่องโหว่ อย่างตอนนี้มาคิดเรื่องว่าเอาคะแนนตามโซนกระจาย เอา สส.เขตมาหัก อันนี้จะทำให้เกิดปัญหา ตั้งนอมินีตัวแทนกลุ่ม ทำให้ระบบการคำนวณวุ่นวายยุ่งยาก ดีไม่ดีทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคการเมืองมากขึ้น กลายเป็นว่าคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ อยากให้ สส.เขตสอบตก ไม่งั้นเดี๋ยวตัวเองไม่ได้ มันตลก เยอรมนีก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ เขาคิดสองระบบตามจำนวนของมันก่อน แล้วค่อยมาเติมอีกชุดหนึ่งให้มันสะท้อน ไม่ใช่มาหักออกแบบที่พูดกันอยู่
อภิสิทธิ์ มองว่า ประเด็นที่มาของ สว.นั้น ต้องขึ้นกับว่าอยากให้ สว.มีอำนาจอะไร แต่ว่าควรพยายามให้เดินไปในเส้นทางของการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เพียงแต่ว่าต้องหาวิธีการเลือกตั้งที่ไม่เป็นฐานเดียวกับ เลือก สส. แค่นั้น
ส่วนการเพิ่มอำนาจให้ สว.ได้กลั่นกรองรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ไม่คิดว่าน่าจะเป็นการแก้ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มปัญหา ทำให้เกิดความวุ่นวายเมื่อเวลานายกฯ จะปรับ ครม.แต่ละครั้งเพราะปกติคุณสมบัติของรัฐมนตรีก็ถูกกำหนดเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งระบบของเรายังครึ่งๆ กลางๆ อย่างในอังกฤษ เขาไม่ให้เอารัฐมนตรีมาจากนอกสภาเราซะอีกกลับไปสร้างคติทำนองเหมือนรังเกียจนักการเมือง คนนอกน่าจะดีกว่า แต่ความจริงระบบอังกฤษเขาให้คนอยู่ในสภา เพราะถือว่ายังไงขี้หมูขี้หมาก็ต้องถูกตรวจสอบ
อภิสิทธิ์ มองการเปลี่ยนบทบาทผู้จัดการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนเหมือนย้อนหลังกลับไปเหมือนอดีตว่า หากมองในเชิงปฏิรูปจะเห็นว่ารัฐบาลฟังฝ่ายราชการประจำมาก อำนาจหลายอย่างย้อนกลับไปสู่กระทรวง ทบวง กรม ซึ่งไม่สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ อย่างกฎหมาย สนช.ออกมาเกือบ 100 ฉบับ เป็นกฎหมายเพิ่มหรือตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับการบริหารจัดการสมัยใหม่
“จริงอยู่องค์กรอิสระ กกต. กสทช. มีจุดอ่อนข้อบกพร่อง แต่ผมไม่คิดว่าทางแก้ของมันคือการริบอำนาจ แล้วกลับไปใส่ไว้ในกระทรวง ทบวง กรม”
สำหรับประเด็นเรื่อง “ประชามติ“ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ไม่มีวิธีไหนที่จะดีไปกว่านี้ เพราะไม่มีทางที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแล้วทุกฝ่ายพอใจ
“แต่ถ้าไม่มีประชามติ ใครไม่พอใจก็ยกมาได้ตลอดเวลาว่ารัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรม แต่ประชามติต้องมีความชัดเจน ว่าคำถามอะไรที่จะตอบโจทย์ ตรงนี้ไม่ใช่สักแต่ทำประชามติ ผมเสนอต้องมีทางเลือกที่ชัด ไม่ใช่ไม่รับแล้ว ไม่รู้จะได้อะไร กลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ ผมบอกง่ายสุด จะเอาฉบับใหม่ หรือจะเอาฉบับที่ใช้ก่อน 22 พ.ค. ง่ายสุด ฉบับใหม่ดีกว่าเดิมไหม ถ้าดีกว่าเดิมก็เอาอันใหม่ ไม่ดีกว่าเดิมก็เอาอันเก่า”







