
ให้เอาชนะเวลา
การตกเป็นเหยื่อของบุญ ถ้าผู้ใดมีการศึกษาและการปฏิบัติก้าวหน้า ผู้นั้นก็ควรแล้วที่จะมองเห็น หรือจะฟังออก
การตกเป็นเหยื่อของบุญ
ถ้าผู้ใดมีการศึกษาและการปฏิบัติก้าวหน้า ผู้นั้นก็ควรแล้วที่จะมองเห็น หรือจะฟังออก หรือจะเข้าใจเพราะว่าการที่ตักเตือนซึ่งกันและกัน ให้ละเหยื่อในโลกเสียให้มากกว่าปีเก่านี้ ย่อมจะน่าฟังกว่าที่จะพูดว่าให้รีบทำบุญให้มากกว่าปีเก่า เพราะคำว่าบุญนี้มันกำกวมยิ่งไปกว่าคำว่าเหยื่อเสียอีก
บางคนมองบุญในแง่ที่วิเศษสูงสุด น่าปรารถนาอย่างยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวงเอาทีเดียว เพราะว่าไม่รู้จักความทุกข์ที่เร้นลับ หรือไม่รู้จักพระนิพพานซึ่งเป็นที่ดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง เพราะไปมองเห็นแต่เพียงว่า สิ่งที่เรียกว่าบุญนั้นเป็นสิ่งสูงสุด แล้วไปยึดถือความหมายนี้เป็นเพียงสิ่งเดียว เป็นสิ่งสูงสุดไป ดังนี้ก็มี แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะมีคนบางคนที่อาจจะลังเลอยู่ เพราะได้เคยสังเกตเห็นว่าคนที่ทำบุญมากๆ ขนาดที่เรียกว่าบ้าบุญ เมาบุญอย่างนี้ ยังกลับจะเป็นทุกข์มากไปเสียกว่าคนที่อยู่เฉยๆ ก็เลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า บุญนี้คืออะไรกันแน่ อยู่ที่ตรงไหนแน่ ทำไมจึงมีคนที่บ้าบุญ เมาบุญ กลับเป็นผู้ที่เดือดร้อนยิ่งกว่าคนที่อยู่เฉยๆ
ถ้าพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นได้ว่า เพราะว่าคนเหล่านั้นยังไม่เข้าใจคำว่าบุญ ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าบุญจึงได้หลงสำคัญเอาสิ่งที่ตนชอบที่สุดว่าเป็นบุญ มีความยึดมั่นถือมั่นในบุญ เพราะเคยได้ยินเขากล่าวกันว่าบุญจะนำมาให้ซึ่งสิ่งที่รัก ที่พอใจ ที่ชอบใจ ทุกอย่างทุกประการ เพราะฉะนั้นคนจึงชอบบุญกันเป็นอันมาก ถ้าบุญมีความหมายเป็นอย่างอื่นแล้วคนคงจะไม่ชอบบุญกันเป็นแน่
เดี๋ยวนี้เพียงแต่ได้ยินว่า บุญเป็นสิ่งที่นำมาให้ซึ่งความปรารถนาทุกประการแล้วก็เลยชอบ แต่หากได้คิดดูไม่ว่าความอยากหรือความปรารถนานั้นเป็นความทุกข์ถ้าบุญนำความอยากหรือความปรารถนามาให้ หรือก่อให้เกิดความอยาก หรือความปรารถนาแล้ว ก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ หรือความเร่าร้อนขึ้นในจิตใจโดยไม่ต้องสงสัย
ถ้ามีปัญญามองเห็นได้อย่างนี้ ก็นับว่าเป็นการเข้าใจถูกต้องขึ้นมาตามลำดับ
อาจจะมองเห็นว่า การเป็นอิสระ ไม่ไปเที่ยวอยากโน่นอยากนี่ไปตามอำนาจของความอยากนั่น และดูจะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนากว่า คือไม่มีความทุกข์ มีแต่สติปัญญารู้ว่าควรทำอย่างไร ควรทำอะไร หรือควรทำอย่างไร และควรทำเพียงไหนในวันหนึ่งๆ ก็ทำสิ่งเหล่านั้นไปตามที่ควรทำ ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นถึงกับเกิดความอยากหรือความหลง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ร้อน เพราะเวลาไม่เข้าข้างตนเพราะว่าเวลาไม่เข้าด้วยกับตน เวลาเป็นไปตามเรื่องของเวลา คนที่มีความปรารถนาจึงได้มีความทุกข์มากหรือทุกข์น้อยตามส่วนของความปรารถนานั่นเอง
อยู่เหนืออำนาจของเวลาโดยการละความอยาก
ถ้ามีความปรารถนามาก เวลาก็วิ่งไปเร็วมาก
ถ้ามีความปรารถนาน้อย เวลาก็วิ่งไปช้าๆ
ถ้าไม่มีความปรารถนาเลย เวลาก็หยุดสนิทไม่วิ่งไป
ดังนั้น เราจึงเอาชนะเวลาได้ด้วยการทำลายความอยากเสียโดยประการทั้งปวง
สิ่งที่เรียกว่านิพพาน หมายถึง ภาวะที่ปราศจากความอยากโดยประการทั้งปวง ผู้บรรลุนิพพานคือพระอรหันต์ โดยเฉพาะนั้นก็คือผู้ที่กำจัดความอยากเสียได้โดยประการทั้งปวง ดังนั้นเวลาจึงหยุดหมดสำหรับบุคคลเหล่านั้น เหมือนกับว่าไม่มีเลย ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกไหน ไม่มีเวลาสำหรับบุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วไม่มีความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยประการทั้งปวง ดังนี้
เมื่อเราพิจารณาดูตามลำดับที่กล่าวมานี้ ก็พอจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ตายตัวเสมอไปอย่างที่คนชาวโลกเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนอกศาสนา คือ คนนอกพุทธศาสนาเขาคิดว่า เวลาเป็นสิ่งที่ตายตัว แล้วเขาก็กลัวเวลานี้มาก แข่งกับเวลามากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นเท่านั้นแต่ในพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เอาชนะเวลา เอาชนะเวลาให้ได้ จนเวลาหยุดสงบไปเหมือนกับไม่มี ซึ่งได้แก่ การหยุดเสียซึ่งความอยากในจิตใจของเรานั่นเอง
หยุดความอยากเสียได้เมื่อใดเวลาก็หมดความหมายเมื่อนั้น
มีความอยากความต้องการเมื่อใดเวลาก็มีความหมายขึ้นมาเมื่อนั้น
อยากมาก เวลาก็วิ่งไปเร็ว
อยากน้อย เวลาก็วิ่งไปช้า
อยากถึงที่สุดจนขาดใจตายไป
...เวลาก็วิ่งเร็วถึงที่สุดจนทำให้บุคคลนั้นตายไป นี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดดูให้ดีในเรื่องเกี่ยวกับเวลา...
(อ่านตอนจบสัปดาห์หน้า)







