
เบื้องหลังคะแนนทะลัก 190 เสียงถอดถอนปู
กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองเมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก สนช.ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองเมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งตามความผิดปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวแบบท่วมท้น 190 ต่อ 18 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง บัตรเสีย 3 ใบ กลายเป็นนักการเมืองคนแรกที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
มติครั้งนี้ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่แม้แต่ สนช.หลายคนยังไม่คิดว่าคะแนนจะออกมาถล่มทลายเกินเกณฑ์ถอดถอนที่ต้องการเสียง 3 ใน 5 หรือ 132 จาก 220 เสียง จากที่เคยมีการประเมินทิศทางเดียวกันว่าคะแนนถอดถอนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 140-150 เสียง
เหตุผลที่คะแนนท่วมท้นมาเป็น 190 เสียง ทั้งที่เดิม สนช.สายตรงข้ามทักษิณมีไม่ถึง 100 เสียง และมีข่าวออกมาว่าได้มีการประสานงานกันได้จนมีเสียงถอดถอนได้ 150 เสียง แต่พอโหวตได้ถึง 190 เสียง สาเหตุสำคัญคือ มีการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้วว่า ถ้ามีการถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะไม่มีปัญหามากเท่ากับการไม่ถอดถอน
"ถ้าไม่ถอดถอนยิ่งลักษณ์ ทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล จะเจอปฏิกิริยาย้อนกลับอย่างรุนแรง ซึ่งทั้ง คสช.และรัฐบาลก็มีความเห็นในทิศทางนี้ จึงมีการส่งสัญญาณไปยัง สนช. จำนวนมาก" แหล่งข่าว เปิดเผย
ทั้งนี้ ตัวเลข 190 เสียง แยกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกประมาณ 100 เสียง คือกลุ่มอดีต สนช.ในยุค พ.ศ. 2549 กลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ และกลุ่ม สนช.ที่เป็นอดีตข้าราชการ ขณะที่อีก 70 เสียงเป็น สนช.ที่ยังรับราชการอยู่ กลุ่มสุดท้ายคือนายทหารนอกราชการรุ่นต่างๆ อีกประมาณ 20 เสียง
เครือข่ายทักษิณอาจสนใจว่า 190 เสียงเป็นใคร แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ คสช. รัฐบาล และคนมีอำนาจในปัจจุบันสนใจอย่างยิ่งคือ 18-3-3 รวม 24 เสียง ที่โหวตไม่ถอดถอน งดออกเสียง และบัตรเสียเป็นใคร
ที่น่าสนใจคือบัตรเสีย 3 ใบ ในกรณียิ่งลักษณ์ เป็นการจงใจกาเครื่องหมายถูกทั้ง 3 ใบ ในขณะที่ไม่มีบัตรเสียกรณีของสมศักดิ์และนิคมในกรณีนี้เลย
"บัตรเสีย 3 ใบ ที่กาเครื่องหมายถูกในกรณียิ่งลักษณ์เป็นการจงใจที่จะทำสัญลักษณ์แสดงออกมาว่าสิ่งที่ยิ่งลักษณ์ทำถูกต้องแล้ว เพราะถ้าเป็นการกาผิดต้องเป็นการกาผิดในลักษณะนี้กับอีกสองกรณีด้วย" แหล่งข่าว ระบุ
สำหรับอีก 18 คน ที่ไม่ถอดถอนยิ่งลักษณ์นั้นเป็นใครบ้าง?
กลุ่มที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด คือ กลุ่มข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งโดยเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีทั้งทหารและข้าราชการประจำ คสช. และรัฐบาล ก็รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร เพียงแต่ตั้งเข้ามาให้มีตำแหน่ง สนช. ก็เพราะหวังว่ากลุ่มเหล่านี้จะกลับใจ แต่การโหวตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า 18 คนนี้ เป็นหอกข้างแคร่ของ คสช. และรัฐบาลอย่างชัดเจน
อีก 3 เสียงที่งดออกเสียงนั้น มีเทียบกับการโหวตในรอบของสมศักดิ์และนิคมที่งดออกเสียง 4 เสียงแล้ว แสดงให้เห็นว่าในกลุ่มของผู้ที่ทำหน้าที่ประธานและรองประธานมีบางคนเลือกที่จะตัดสินใจโหวตในกรณีของยิ่งลักษณ์ แต่ไม่โหวตกรณีของสมศักดิ์และนิคม ทั้งนี้ อาจเพราะมีความเห็นต่างในข้อกฎหมายเป็นหลัก
ในมุมของการโหวตถอดถอนระหว่างสมศักดิ์และนิคม ซึ่งไม่ถอดถอนต่างกัน 5 คะแนน (120-115) ไม่มีนัยสำคัญในกรณีนี้ เพราะ 5 เสียงที่เห็นควรถอดถอนสมศักดิ์มากกว่านิคมนั้น เกิดจากความไม่พอใจที่สมศักดิ์ไม่มาชี้แจงกับ สนช.
โหวตไปแล้ว คสช.ก็คงต้องไปตามหาว่า 18 เสียงที่เป็นหอกข้างแคร่นี้เป็นใคร เชื่อกันว่าจำนวนหนึ่งจะเป็น สนช.สายตำรวจ
ทว่าวิบากกรรมของยิ่งลักษณ์ยังไม่หมดเท่านี้ ยังต้องเผชิญกับคดีทางอาญา เมื่อตระกูลวินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีความเห็นให้ฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นมาร่างคำฟ้อง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หรือไม่เกินเดือน มี.ค.







