posttoday
ปัญหาเศรษฐกิจรัสเซีย นัยต่อเศรษฐกิจการเงินโลก

ปัญหาเศรษฐกิจรัสเซีย นัยต่อเศรษฐกิจการเงินโลก

23 มกราคม 2558

ปัญหาเศรษฐกิจรัสเซียที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 และรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี ส่งผลให้เงินรูเบิ้ล ณ เดือน ธ.ค. อ่อนค่าลงไปต่ำสุดที่ระดับ 80 รูเบิ้ล/เหรียญสหรัฐ (อ่อนค่าลงกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี และอ่อนค่าลงกว่า 22% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงมากทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่ารัสเซียจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกลายเป็นวิกฤตหนี้ต่างประเทศเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2541 หรือไม่

ปัญหาเศรษฐกิจรัสเซียที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 และรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี ส่งผลให้เงินรูเบิ้ล ณ เดือน ธ.ค. อ่อนค่าลงไปต่ำสุดที่ระดับ 80 รูเบิ้ล/เหรียญสหรัฐ (อ่อนค่าลงกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี และอ่อนค่าลงกว่า 22% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงมากทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่ารัสเซียจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกลายเป็นวิกฤตหนี้ต่างประเทศเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2541 หรือไม่

สำหรับต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจรัสเซียในรอบนี้มีสาเหตุหลักมาจาก (1) รายได้จากการส่งออกของประเทศลดลงมากตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากที่กลุ่มประเทศ OPEC ประกาศคงกำลังการผลิตในช่วงกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันดิบชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา เนื่องจากเศรษฐกิจรัสเซียพึ่งพาการส่งออกน้ำมันสูงถึงกว่า 60% ของการส่งออกทั้งหมด

(2) ความขัดแย้งทางการเมืองกับยูเครน ทำให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตรทั้งทางการค้าและการเงินกับรัสเซีย ซึ่งรัสเซียได้ตอบโต้ด้วยการจำกัดการนำเข้าสินค้าจากยุโรปและสหรัฐเช่นกัน ทำให้ราคาสินค้าในรัสเซียแพงขึ้นต่อเนื่อง

(3) เศรษฐกิจรัสเซียชะลอลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2556 จากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง อาทิ การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ และปัญหาการคอร์รัปชั่น สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ภาคเอกชนทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนสูญเสียความเชื่อมั่นในสกุลเงินรูเบิ้ล ทั้งยังคาดว่าเงินรูเบิ้ลจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเอกชนหันไปถือเงินตราต่างประเทศมากขึ้น และเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากทั้งตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนของรัสเซีย

การอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินรูเบิ้ลทำให้ธนาคารกลางรัสเซียต้องเข้าแทรกแซงในตลาดการเงินเป็นระยะๆ โดยในปี 2557 ธนาคารกลางรัสเซียใช้เงินสำรองระหว่างประเทศไปกว่า 78 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยพยุงค่าเงิน รวมถึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 6 ครั้ง จากระดับ 5.5% ต่อปีในช่วงต้นปี 2557 เป็น 17% ในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ทางการยังออกมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ การเข้าไปซื้อสินทรัพย์ของบริษัทและธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ การกำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ขายเงินตราต่างประเทศออกมามากขึ้น รวมถึงการปล่อยกู้เงินตราต่างประเทศให้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ อันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินทำให้ไม่สามารถรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินของชาติตะวันตกได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยให้ค่าเงินรูเบิ้ลเริ่มมีเสถียรภาพขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ดี ผลกระทบของเศรษฐกิจรัสเซียที่อ่อนแอลงต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรงคาดว่าจะมีไม่มากนัก เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจรัสเซียคิดเป็นประมาณ 2% ของเศรษฐกิจโลก แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะประเทศในยุโรปเนื่องจากภาคเศรษฐกิจจริงมีความเชื่อมโยงกันสูง ทั้งนี้ หากพิจารณาเครื่องชี้ด้านเสถียรภาพต่างประเทศของรัสเซียนับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง สัดส่วนหนี้ระยะสั้นต่อเงินสำรองที่ไม่สูงมาก และภาคการคลังที่เกินดุล อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจรัสเซียในมุมมองของนักวิเคราะห์ยังคงมีความเสี่ยงเนื่องจาก

(1) เงินสำรองระหว่างประเทศแม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันที

(2) หนี้ต่างประเทศมูลค่าประมาณ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2558 นี้ (คิดเป็น 5% ของจีดีพีรัสเซีย และ 24% ของเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยกว่า 70% เป็นหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศและส่วนใหญ่อยู่ในภาคเอกชน) มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้นหากราคาน้ำมันปรับลดลง และ/หรือค่าเงินรูเบิ้ลอ่อนลงกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ประเมินว่าธนาคารในยุโรปจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของธนาคารรัสเซีย แต่คาดว่าขนาดผลกระทบจะไม่มากนัก เนื่องจากมูลค่าหนี้ดังกล่าวหากคิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์รวมของภาคธนาคารในยุโรปแล้วถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ

(3) เศรษฐกิจรัสเซียอาจอ่อนแอลงอีกจากผลทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงและเงินรูเบิ้ลที่อ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ปัญหาค่าเงินรูเบิ้ลที่อ่อนค่าลงและความกังวลต่อปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของรัสเซียอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก อันเป็นผลจากการ Sell-off ในตลาดการเงินรัสเซียที่อาจทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกเฉียบพลัน ซึ่งอาจลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2557

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์การปรับพฤติกรรมของนักทุน คาดว่าความรุนแรงของการไหลออกของเงินทุนขึ้นอยู่กับพื้นฐานและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยในปัจจุบันประเทศในตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียยังมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงผ่านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศคาดว่าจะมีไม่มากนัก เนื่องจากไทยมีมูลค่าการส่งออกไปรัสเซียคิดเป็นเพียง 0.5% ของการส่งออกรวมทั้งหมด ในขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากรัสเซียในไทยคิดเป็นเพียง 0.2% ของยอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรงทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบชัดเจนในภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียมีความสำคัญเป็นอันดับสามของไทย โดยคิดเป็น 6.5% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นอกจากนี้ ไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเงินทุนไหลออกเช่นเดียวกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ในกรณีที่เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลก โดยสถานการณ์ของรัสเซียในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ซึ่งขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลายประการ อาทิ ราคาน้ำมัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงมาตรการการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยควรจะต้องติดตามอย่าง
ใกล้ชิดต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน