
กมธ.ยกร่างฯไม่หนุนนักการเมืองยื่นฎีกา
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่หนุนให้นักการเมืองยื่นฎีกาหวั่นคดีล่าช้า-กระทบสาธารณะ
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่หนุนให้นักการเมืองยื่นฎีกาหวั่นคดีล่าช้า-กระทบสาธารณะ
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยในช่วงบ่ายเข้าสู่วาระพิจารณาร่างรายมาตรา ในส่วนที่ 3 ศาลยุติธรรม ซึ่งคณะอนุ กมธ.ยกร่างฯ ได้เสนอรวม 4 มาตรา ซึ่งคงหลักการและสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
โดยมาตรา (3/1/3) 1 ว่าด้วยเรื่องอำนาจของศาลยุติธรรมในการพิจารณาคดี ยังคงหลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 218 ไม่มีการแก้ไข แต่ในมาตรา (3/1/3) 2 ว่าด้วยชั้นการพิจารณาของศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรรณ์ และศาลฎีกา แต่คดีใดที่จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ในชั้นฎีกานั้นต้องผ่านการพิจารณาและได้รับอนุญาตจากที่ประชุมของศาลฏีกาก่อน
ทั้งนี้ เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัติที่เพิ่มเติมเพื่อเป็นการลดคดีในชั้นฎีกาของศาลฏีกา รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พิพากษาในศาลฏีกามีจำนวนมากเกินไป ซึ่งกรรมาธิการมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากจะเป็นการลดชั้นการพิจารณาคดีของศาลให้เหลือเพียงศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์เท่านั้น ถือเป็นการลดทอนสิทธิพลเมืองในกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนั้น ถือเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของศาลยุติธรรม ดังนั้น ควรหาวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะดีกว่าการลดความยุติธรรมในการพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ทำให้ที่ประชุม นำบทบัญญัติดังกล่าวรอการพิจารณาไว้ก่อน
มาตรา (3/1/3) 3 ว่าด้วยการให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ได้นำมาตรา 219 วรรคสี่และวรรคห้า และนำรายละเอียดของมาตรา 278 วรรคสามและวรรคสี่ รัฐธรรมนูญ 2550 มาประกอบการพิจารณา พร้อมปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นการอุทธรณ์ของผู้ต้องคำพิพากษา
ทั้งนี้ เดิมเขียนในวรรคสาม มาตรา 278 ที่นำรายละเอียดไปเขียนเป็นบทบัญญัติไว้ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยสาระสำคัญของการยื่นอุทธรณ์นั้น จะมีการกำหนดชัดเจนว่า สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
ขณะที่ มาตราดังกล่าว มีกรรมาธิการเสนอให้แก้ไขในลำดับการพิจารณาในชั้นศาล โดยต้องผ่านการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก่อน เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้โทษนักการเมืองผู้กระทำความผิดแล้ว ผู้ต้องคำพิพากษานั้นสามารถยื่นเรื่องในชั้นฎีกาต่อศาลฏีกาได้ ทั้งนี้ เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่ แต่ได้รับการคัดค้านจากที่ประชุมส่วนใหญ่
ทั้งนี้ เนื่องจากการพิจารณาคดีของนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องทำโดยไม่ล่าช้า เพราะอาจจะกระทบต่อประชาชนหรือประโยชน์สาธารณะได้ โดยได้ยกตัวอย่างในดคีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งได้ลงนามยินยอมให้กัมพูชานำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาให้พิจารณาก่อน ทำให้เรื่องได้ค้างอยู่ในชั้นศาลฏีกานาน 2 ปี ดังนั้น หากให้พิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์ก่อนอาจใช้เวลานานกว่า 7 ปี เมื่อระยะเวลาพิจารณานาน ก็อาจทำให้นักการเมืองกลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้อีก ประเด็นสำคัญการพิจารณาคดีของนักการเมืองก่อนที่จะเข้าสู่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองนั้น จะต้องผ่านการไต่สวนโดยป.ป.ช.ก่อนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญมีหนังสือจากประธานศาลฏีกาสูงสุดที่ทำถึงอนุกมธ.ยกร่างฯ ซึ่งได้ยกร่างบทบัญญัติรายมาตราประเด็นนี้ ยืนยันให้เป็นไปตามหลักการเดิม ทำให้ประเด็นการขอแก้ไขตกไป ทำให้มาตรานี้คงตามข้อเสนอของอนุกมธ.ยกร่างฯ
ส่วนมาตรา (3/1/3) 4 ว่าด้วยการอำนาจของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาสอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง สส. , สว. , สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการจงใจไม่ยื่น, จงใจยื่นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงในการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ โดยนำความจาก มาตรา 219 วรรคสาม และมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ นการใช้อำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีแทนศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง







