
ต้องสร้างสมดุล
ข้อมูลของไทยเซิร์ต (ThaiCERT) หน่วยงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ที่บรรดาแฮ็กเกอร์ใช้เป็นฐานการโจมตีประเทศที่ 3 รองจากประเทศอินเดียและบราซิล ขณะที่เป็นอันดับ 1 ในอาเซียนในการถูกแฮ็กเข้าไปเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ โดยเฉพาะเป็นกรณีเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐ และสถาบันการศึกษาถึง 80%
ข้อมูลของไทยเซิร์ต (ThaiCERT) หน่วยงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ที่บรรดาแฮ็กเกอร์ใช้เป็นฐานการโจมตีประเทศที่ 3 รองจากประเทศอินเดียและบราซิล ขณะที่เป็นอันดับ 1 ในอาเซียนในการถูกแฮ็กเข้าไปเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ โดยเฉพาะเป็นกรณีเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐ และสถาบันการศึกษาถึง 80%
แม้ประชาชนจะไม่เห็นถึงผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจนจากกรณีที่เกิดขึ้น อาจจะรู้สึกขายหน้า และหงุดหงิดที่การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการเข้าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ช้าลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในด้านระบบความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยซึ่งมีช่องโหว่ กลายเป็นเป้าหมายการโจมตีหลักของบรรดาเหล่าแฮ็กเกอร์จากทั่วโลก
ปัจจุบันกฎหมายที่มีในประเทศไทย ยังไม่ได้มีบทกำหนดชัดเจนในการบังคับให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการเรื่องความปลอดภัยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีเพียงข้อกำหนดในเชิงสนับสนุนหากผู้ประกอบการจะดำเนินการ ผู้ที่ทำอาจจะได้ประโยชน์ทางกฎหมายมากกว่าคนไม่ทำ คือ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ทำให้รัฐเข้าไปดูแลได้ยากเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
ปัจจุบัน สิ่งที่ภาครัฐใช้ในการป้องกันการถูกแฮ็กเว็บไซต์ คือ การจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยเว็บไซต์ขึ้นมา ซึ่งประกาศเป็นข้อบังคับโดยคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกับมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำลังเร่งจัดทำมาตรฐานต่างๆ ออกมา เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ในการบริหารจัดการและดูแลเว็บไซต์ให้มั่นคงปลอดภัย
ขณะเดียวกันภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ รวมทั้งปรับปรุง แก้ไขร่างกฎหมายเดิมรวม 10 ฉบับ ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น ในด้านที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.… ร่าง พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ.... เป็นต้น ซึ่งให้อำนาจหน่วยงานของรัฐเข้าไปจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบความปลอดภัยไซเบอร์อย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น
ยกตัวอย่าง เช่น คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) มีอำนาจ 1) ขอข้อมูล เอกสาร หรือเรียกบุคคลมาให้การ 2) ส่งหนังสือสั่งหน่วยงานรัฐและเอกชน 3) ดักฟังข้อมูลทุกรูปแบบ ทั้งไปรษณีย์ปกติ ไปจนถึงเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งการให้อำนาจดังกล่าวพึงระวังจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยอ้างเรื่องความมั่นคงมาเป็นเงื่อนไขหลักในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ภาครัฐควรสร้างสมดุลระหว่างการจำกัดสิทธิและการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนา การใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง







