
นายกฯลั่นงบปี59ต้องไม่เกิดปัญหา
"นายก" ยัน งบปี59 ต้องไม่มีปัญหา หวังพัฒนาประเทศ ให้ความสำคัญภาคเกษตร เร่งแก้จุดอ่อนด้านเศรษฐกิจ
"นายก" ยัน งบปี59 ต้องไม่มีปัญหา หวังพัฒนาประเทศ ให้ความสำคัญภาคเกษตร เร่งแก้จุดอ่อนด้านเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. เวลา 09.00 น. ที่ห้องคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซนทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา และมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 โดยกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2559 จะดำเนินการให้ทันเวลา ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในห้วงที่ผ่านมา โดยการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานต้องมีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ วันนี้มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง สร้างความเข้มแข็งของประเทศในทุกมิติ เพื่อเดินสู่วิสัยทัศน์ประเทศ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในปี2015-2020 และรัฐบาลมีนโยบายในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ผ่านมาเราขาดความเข้มแข็ง พื้นฐานทางเศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างจำกัด ไม่ต่อเนื่อง ไม่มั่นคง เราจึงต้องมีการปรับแก้ไขจุดอ่อนทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้มีการขยายตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การสร้างระบบคน เพราะทุกคนมีทั้งคนดีและไม่ดี ใครเข้ามาต้องทำตามระบบ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า งบประมาณที่ลงไปจะมีรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละส่วน มีหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริต โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการอีกส่วนหนึ่งด้วย เราไม่ได้มุ่งหวังจับผิดใคร มุ่งหวังเพียงขับเคลื่อนให้ทำงานให้ดีที่สุด เพราะเราต้องเร่งรัดให้ทันเวลา ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันใน 1 ปี เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สำหรับการจัดทำงบประมาณนั้นมีหลายประเด็นที่ต้องเน้นย้ำ ทุกหน่วยงานต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ซึ่งปัจจัยภายนอกคือความขัดแย้ง สิ่งที่ประชาคมโลกสนใจ เช่น โรคระบาด เศรษฐกิจที่ยั่งยืน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากมหาอำนาจต่างๆ เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งที่ประเทศเราไม่เจอปัญหาเหล่านี้ และหลายปัญหาเราก็เตรียมการไว้อยู่แล้ว
นายกฯ กล่าวอีกว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ทุกคนต้องนำไปยึดถือคือเศรษฐกิจพอเพียง ความมีเหตุมีผล การพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีภายใต้ความรู้และคุณธรรม ไปตีความให้ออกมาว่ามันคืออะไร ไม่ว่าจะลงทุนหรือทำงานอะไรก็ตามต้องมีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ มีคุณธรรม อะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปทำ ต้องตั้งหลักให้ดีว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นการทำงบประมาณก็เหมือนกัน สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด สิ่งที่เราทำตอนนี้มี 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ซึ่งเราทำไปแล้วในช่วง 8เดือนที่ผ่าน คู่ขนานกับการทำให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งก็คือการออกกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วนระยะที่ 3 การส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต วันนี้เราพยายามทำให้ทุกอย่างมีฐานรากที่เข้มแข็ง มีโครงสร้างและกฎหมายที่เข้มแข็ง สร้างคุณธรรม จริยธรรม และระบบให้เข้มแข็ง เพื่อที่วันข้างหน้าจะไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก ประเทศชาติจะได้เดินหน้าไปโดยไม่มีอะไรติดขัด ไม่มีปัญหาความขัดแย้งอีก
“ขณะนี้การการปรับโครงสร้างกระทรวงต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน เพราะเวลามีแค่นี้ ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างภายในทำให้จริงจัง ทำให้ประชาชนไว้ใจ อย่ามาห่วงกลุ่มอำนาจกลุ่มนู้นกลุ่มนี้ มันไม่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนก็มีไม่ได้ และการแสวงหาผลประโยชน์จะต้องไม่มีเด็ดขาด ขอให้เข้าใจว่าสิ่งที่ผมพูดอยู่ทุกวัน ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย บาทหรือสลึงก็ไม่ต้องการ ช่วงนี้ถือเป็นห้วงที่สอง ในฐานะเป็นคนไทยก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นราชการหรือรัฐวิสาหกิจต้องร่วมมือกันให้ดีที่สุด” นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า มาสที่ 4 ปลายปีนี้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ได้กังวลเกี่ยวกับกฎหมายพิเศษ รัฐบาลก็มีกองทุนที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เขา หากเกิดอุบัติเหตุ เราต้องดูแลคนต่างชาติเหมือนกับคนของเราเอง ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวเข้ามาก็เป็นไปตามเป้าหมาย และอยู่ที่พวกเราจะช่วยกันสร้างความรับรู้ให้ต่างประเทศเห็นว่าประเทศเรามีความสงบเรียบร้อย
“บางคนบอกว่ามีกฎอัยการศึกดีอยู่แล้ว ปลอดภัยกว่าเดิม ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น นี่คือส่วนที่ดี ร่วมมือร่วมใจทำให้สถานการณ์ในประเทศดีขึ้นได้ไหม มันก็แค่เกิดจากการประท้วง เกิดจากการชุมนุม เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย ต่อไปมันคงไม่เกิด ผมว่าคนไทยฉลาดขึ้นเยอะแล้ว แต่คนเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกัน”นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน การส่งออกได้ไม่เต็มที่เราต้องมาดูว่าทำอย่างไรให้การส่งออกดีขึ้น ก็ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็ง ต้องช่วยกันคิด ดูว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างไร วันนี้ภาคเอกชนทำได้ไม่มากนัก รัฐบาลก็ต้องช่วยผลักดันภาคเอกชนเหล่านั้น สนับสนุนให้เกิดความง่ายในการดำเนินการทุกเรื่อง โดยไม่เสียผลประโยชน์ของชาติ อย่าเอากติกาหรือกฎหมายของท่านมาทำจนเกิดการติดขัดทางด้านธุรกิจ จะทำอย่างไรก็ว่ามา สนช.ก็พร้อมจะแก้กฎหมายให้ แต่ก็ต้องแก้ให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่แก้ถอยหลัง ดังนั้นต้องช่วยกันเป็นวันสต็อปเซอร์วิส และหากมีการรายงานขึ้นมาก็จะถือว่ามีความผิด เพราะถือว่าสั่งการไปหมดแล้ว
นายกฯ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบประมาณยังต่ำอยู่ ซึ่งอาจเป็นผลจากระเบียบการบริหารต่างๆ ก็ต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้การเบิกจ่ายเร็วขึ้น ซึ่งงบประมาณปี 2559 ต้องทำให้ได้ งบประมาณปี 2557 ค้างท่ออยู่เป็นแสนล้าน แต่รัฐบาลก็มาผลักดันจนออกมาได้หมด รัฐบาลพยายามดูแลทุกกลุ่มให้เกิดความเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะพยายามสร้างความเข้มแข็งในชุมชนให้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ เราคงไม่สามารถเอาเงินไปอุดหนุนได้ทุกกลุ่ม ดังนั้นต้องไปดูว่าจะช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร
“ความโปร่งใสการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่ผ่านมา มีความสำคัญมาก รัฐบาลและคสช.ให้ความสำคัญเรื่องนี้ วันนี้ไม่ว่าจะมีข่าวคราวต่างๆออกมาเราก็ตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่พบสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง และขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ถ้าเกิดก็จำเป็นต้องลงโทษ วันนี้อยากให้ทุกอย่างมันลดลงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม โครงการไหนหากมีความสงสัยว่าจะมีทุจริตก็ไปดูแลกัน ฝากผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานนั้นๆด้วย”นายกฯกล่าว
จากนั้นนายกฯ กล่าวถึงทิศทางงบประมาณในปี 2559 ว่า กรอบของงบประมาณได้กำหนดไว้แล้ว จำนวน 2.7 ล้านล้านบาท ขึ้นมาจากเดิม5.6 เป็นงบประมาณขาดดุล ซึ่งเหตุผลที่ต้องตั้งแบบขาดดุลเพราะมันหาไม่ได้ ต้องตั้งให้ขาดดุลไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีงบประมาณที่จะไปวางแผน เรื่องของการลงทุนเลย แต่เรายังควบคุมยอดการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในกรอบความยั่งยืนได้ โดยตั้งเป้าไว้ร้อยละ 2.9 ของจีดีพี และรัฐบาลพยายามที่จะควบคุมรายจ่ายประจำให้คงที เพราะถ้าจะให้ลดลงคงยาก โดยปี 2559 ได้ตั้งแผนงานบูรณาการ 19 เรื่องที่จะครอบคลุมทุกแผนงานของรัฐบาล แต่ละกระทรวงต้องไปดูว่างานที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และต้องจัดสรรงบประมาณไปให้ถึงจริงๆ การทำงานขอให้วางแผนจากบนลงล่าง ตามนโยบาย 19 ข้อ ถอดมาให้หมดเพื่อนำไปสู่การจัดทำงบประมาณ
นายกฯ กล่าวว่า ในการจัดทำงบประมาณปี 2559 สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ เกษตรกร ทำอย่างไรจะทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น มีการเรียนรู้ด้านการตลาด มีเทคโนโลยีในการเพาะปลูก พร้อมหาพื้นที่นำร่อง และทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ราคาสินค้ามันควรจะเป็นเท่าไหร่ ก็ตั้งราคากันขึ้นมาเองเรื่อยๆอย่าง เช่นตั้งราคายาง จะเอากิโลละ 80 จะเอาได้ยังไง ในเมื่อทั้งโลกมันเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องปรับตัวทั้งคู่ รัฐก็จะคอยช่วยดูและในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เกษตรกรก็ต้องเตรียมตัว ไม่ใช่อะไรก็ไม่ได้ ใครมาเป็นรัฐบาลก็ทำไม่ได้หรอก ที่พูดนี่หมายถึงสถานการณ์วันนี้ เราก็จะพยายามทำให้เต็มที่ ไม่ได้ไปเปิดศึกอะไรกับใครทั้งนั้น
พล.อ.ปะยุทธ์ กล่าวด้วยว่า เราต้องสร้างเศรษฐกิจทั้ง ชุมชน แล้วจึงไปสู่เศรษฐกิจภูมิภาค ตามชายแดน มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทุกกระทรวงต้องคิดอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ในกรอบของตัวเอง วันนี้รัฐบาลวางเส้นทาง วางปัจจัยการเชื่อมโยงพื้นฐาน อย่าไปมองเรื่องทุจริต ก็เจรจารัฐบาลต่อรัฐบาล สร้างได้ก็สร้าง ไม่สร้างวันนี้ วันหน้าเราก็เสียเปรียบในการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคแห่งนี้ เพราะมัวแต่เถียงกันไปเถียงกันมา ก็สร้างไม่ได้ซักที พอช้ากว่าเขา ประเทศอื่นสร้างก่อน เราก็เลือกไม่ได้แล้ว เราก็ต้องต่อเขาแล้ว ถ้าเราสร้างก่อนเขาก็มาต่อเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องชิงความได้เปรียบในปีนี้เท่านั้น ถ้าปีนี้ทำอะไรไม่ได้ก็ไม่ได้ทั้งหมด ต้องไปตามก้นเขา
นายกฯ กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญคือเราจะสร้างงาน ต้องมีการจัดระบบระเบียบเรื่องแรงงานต่างด้าว ให้ได้ทั้งในและต่างประเทศ ถามว่าวันนี้แรงงานในประเทศมีไหม ไม่มี แล้วเอาต่างชาติมาได้ไหม ไม่ได้ แล้วมันจะไปยังไง ตนก็ไม่เข้าใจ ขาด 7 8หมื่นคน ปีหน้าขาดเป็นแสน วันนี้คณะกรรมการแรงงานก็ดำเนินการอยู่ ทำยังไงให้มีการขึ้นทะเบียน ทำยังไงให้ขึ้นมาจากใต้ดิน วันนี้ทำทุกอย่างแล้ว ขอถามหน่อย กี่รัฐบาลแล้ว เคยจดทะเบียนแรงงานได้แบบที่เราทำตอนนี้ไหม ล้านกว่าคน ได้ไหม ไม่เห็นเคยได้ซักที และขณะนี้เรากำลังดูเรื่องแรงงานประมงด้วย แรงงานในวันนี้เป็นแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ ปีหน้าก็ขาดอีก ต้องมีการเตรียมการตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะป้อนแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานปีหน้า
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลว่าตอนนี้เราพยายามปรับเรื่องดิจิตอล ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมาย ก็ไปว่ากันมาตอนนี้เพียงแต่ร่างไปก่อน จากนั้นคณะกรรมมาธิการต้องดูอีก3 กรรมาธิการ
“ขอถามว่าผมไปปิดกั้นอะไรใครที่ไหน ถ้าปิดคงไม่ใช่แบบนี้ เปิดโทรศัพท์สิ ไอ้ที่เขียนไม่ได้เรื่อง เรื่องจาบจ้วงสถาบัน ที่มาจากต่างประเทศมีไหม แล้วก็มาด่าผม ถามว่าทำไมผมไม่ดูแล แต่พอผมจะดูแล ก็ไม่ให้ดูผมไม่ได้ไปล้วงตับท่าน ไม่ได้ไปดูส่วนตัวท่านซะหน่อย”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
“นี่ยังมีอีกกว่าร้อยกว่ากฎหมายที่ต้องเร่งออกเพราะไม่เคยออกในยุครัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการในสปช.ที่คัดมาทั้งนั้น ไอ้นี่ไม่ฟังซักอย่าง คิดเองหมด(หมายถึงสื่อ) ก็ไม่ต้องเป็นประเทศแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาเรื่องซอฟต์แวร์และระบบการขายให้เหมือน บริษัท อาลีบาบา ของ แจ็ค หม่า ประเทศไทยขายแต่ ท่านชายแข็งแรง 15 วัน ปัดโถ่ขายแต่แบบนี้ แล้วจะปล่อยให้ขายแต่แบบนี้ได้ไหมเล่า มีอะไรคุมได้ไหม อะไรที่มันเป็นเรื่องของท่านไม่มีใครไปยุ่งหรอก แต่อะไรที่มันผิดก็ต้องมีอะไรไปดูแลได้บ้าง กลับมาด่าว่ารัฐไม่ดูแล ผมถามหน่อยว่า ผมปิดยูทูบ ได้ไหม ไม่ได้ กฎหมายไม่มี เขาไม่ให้ เราทำไมเราไม่ทำให้ประเทศสงบปลอดภัย เราเหมือนฝรั่งไหม พฤติกรรมก็ไม่เหมือน เรามีความเป็นไทยแท้ ประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ดีงาม งดงาม เลยต้องสู้กันเองไปก่อน มันต้องเปลี่ยนแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวชี้แจง
นายกฯกล่าวอีกว่า การลงทุนระบบโลจิสติกส์ เราต้องลงทุนในเรื่อง ทางน้ำ ทางรางมากขึ้น ก็ต้องไปดูความสำคัญ 1.เชื่อมโยงระดับภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับแผนใหญ่ 2.เชื่อมโยงจังหวัดต่อจังหวัด 3.จังหวัดต่ออำเภอ อำเภอต่อตำบล ตำบลต่อหมู่บ้าน ไปไล่ดูตามความสำคัญมากน้อย วันนี้ต้องเร่งเรื่องทางออกสู่ชายแดน ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ไม่ใช่ขยายหมด บางเส้นทางสร้างไว้ก็ไม่มีใครวิ่ง ตนว่าต้องไปปรับใหม่ บางทีไปขวางทางน้ำ แล้วก็บ่นน้ำท่วม เพราะเงินมันไม่พอ ไม่พอก็ตัดสะพานออกไป ตัดท่อลอดออกไป มันเป็นปัญหาทับซ้อนมาตลอด เพราะฉะนั้น อย่ามาของบ พอทำถนนไปแล้วหรือเจอปัญหาน้ำท่วม จะท่วมตรงไหนหรือมีปัญหา ดูว่าสร้างสมัยใครเป็นอธิบดี เดี๋ยวมีเรื่อง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องรถไฟ มีปัญหาหลายอย่างซึ่งคณะกรรมการจีนจะมาคุยกับไทย สำหรับญี่ปุ่น ท่านรองนายก รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงก็ไปคุยมาแล้ว ข้างบนทุกคนเดินหน้าประเทศกันหมดแล้ว ข้างล่างก็ต้องเดินไปข้างหน้าด้วย ข้าราชการ เรื่องรถไฟ ของเดิมมีอยู่แล้ว 2 พันกว่ากิโล ต้องสร้างอีก 2 พัน สมัยรัชกาลที่ 5 ยังไม่ได้สร้าง วันนี้เราต้องปรับใหม่ทั้งหมด ใครอยากได้รถไฟความเร็วสูงก็สร้างมา เส้นละแสนกว่าล้าน จะเอาเงินจากไหน ยังไม่รู้เลย ก็ร่วมทุนกันไป ผ่อนบ้าง อะไรบ้าง จะไปแลกก็ไม่แลกแล้ว ต่างคนต่างซื้อแล้วก็หาเงินไป
ส่วนเรื่องพลังงาน วันนี้พลังงานเชื้อเพลิงถูกลง ทุกคนอยากได้พลังงานถูก อย่าไปมองว่าผลประโยชน์อยู่กับใคร ตนไม่เคยมอง อยากให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ต้องประหยัด ใช้อย่างเหมาะสม มิเช่นนั้นถ้าถูกมากก็บิดเบือนอีก วันนี้คนถามว่าทำไมต้องไปสร้างแก๊สเหมือนญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเขาทำแล้ว ปัดโถ่ จะให้รัฐบาลทำเครื่องยนต์ ไฮโดรเจน ยังไปไม่ถึงไหนเลย ประเทศไทยต่ำเตี้ยเรื่องเทคโนโลยี เครื่องยนต์ของตัวเองยังทำไม่ได้เลย ประกอบทั้งนั้น ถ้าท่านไม่เห็นด้วยไม่อยากทำ วันหน้าก็ย่ำอยู่ที่เดิมอย่างงี้ อุดหนุนราคาเกษตรกันไปเรื่อยๆ
นายกฯกล่าวอีกว่า เรามีธุรกิจหลายล้านธุรกิจ จดทะเบียน 2 แสนกว่า สมาคมข้าว สมาคมยาง ซึ่งแยกไปตามกลุ่มการเมืองบ้างก็มี เพราะทุกคนเข้าไม่ถึง ถ้าเรารวมเป็นกลุ่มได้มันก็จะสนับสนุนได้ ฐานข้อมูลสำคัญที่สุด ไปดูให้เขาจดทะเบียนให้ได้ ดูว่ามีรายได้เท่าไร จะได้ช่วยกันถูก พูดกันรู้เรื่อง พอจะจดก็กลัวโดนภาษีอีก ภาษีย้อนหลัง ขอเว้นภาษี ชะลอหรือยกเว้นภาษี จะจ่ายหรือเปล่า แล้วก็ไม่จ่ายอีก คนไทยไม่ค่อยยอมรับกติกา
ใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ทั้งสถานทูต ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่อยู่ต่างประเทศขายของหมด แม้แต่กระทรวงกลาโหม ต้องรู้ว่าเราเดินหน้าอย่างไร อะไรที่เป็นนวัตกรรม ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ ส่วนเรื่องกฎหมาย BOIวันนี้เราจัดตลาดไว้ 6 กลุ่ม 1 อาเซียน 2 อาเซียนที่อยู่ไกล 3 ตะวันตก 4 ยุโรป 5 หมู่เกาะ 6 แอฟริกา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ด้านสังคม เรื่องการปรับคุณภาพการศึกษา ปรับคุณภาพครู ต้องเกิดผลกับนักเรียน ไปทำมา ปีหน้าต้องดูเรื่องเด็กแรกเกิด ให้เกิดมาปลอดภัย ที่เขียนมาดูดีหมด แต่ทำอย่างไร ใช้เงินมหาศาล เมื่อต้องทำทุกอย่าง ถามว่าจะไปเอาเงินมาจากไหนไปทำ ต้องวางแผนให้ดีจะให้ไม่ได้ แต่ก็ต้องดูไปตามความเหมาะสม สำหรับเรื่องสาธารณสุข เราก็ทำตามโครงการเดิมให้ดีขึ้น อย่างเป็นสัดส่วน อันไหนเร่งด่วน คนจนก่อน คนรวยไว้ก่อนก็ต้องดู หรือจะมีการผลิตยาราคาถูกโดยผสมกับแพทย์แผนไทย เพื่อให้เข้าถึงทั่วทุกภาคส่วน รากฟันเป็นแสนแล้วก็มาอวดกัน
นายกฯกล่าวอีกว่า เรื่องการเมือง ตอนนี้รัฐบาลมีสปช. สนช.ก็เหมือนสภาต้องเชื่อมั่นในระบบ นั่นคือกระบวนการยุติธรรม มันมีกลไกลอยู่แล้ว สู้คดีก็สู้ไป สู้ได้ก็สู้ไป ผิดคือผิด ต่อไปถ้าติดคุกแล้วก็ต้องไปขออภัยโทษอีก เรื่องนิรโทษก็ไปหากลไกมา ตนไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นอย่าเอามาพันกับผมอีก วันนี้อย่ามาต่อต้านกันนักเลย ถ้าไม่เป็นธรรมตรงไหนก็ค่อยไปแก้ ช่วยดูแลทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งผู้ชุมนุม ไม่ใช่ดูแต่สิทธิส่วนบุคคล
“สรุปว่าการทำงานเป็นแบบบูรณาการ บนลงล่าง คือเอามาทำใหม่ มานั่งโต๊ะทำด้วยงาน มีการวางแผน สอดคล้องกันทั้งส่วนกลางส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ถามประชาชนเขาด้วยว่าต้องการอะไรก่อน แต่ก็ต้องดูความเหมาะสม สอดคล้องกับระยะเวลาด้วย อะไรสำคัญทำก่อน งบน้อยได้เงินเยอะ ทำก่อน เพื่อจะได้กระจายความพัฒนาไปทุกพื้นที่ ไปเขียนตรงนี้มา บางโครงการไม่มีประโยชน์ ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เขามาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชน ต้องมีส่วนร่วม เรื่องความโปร่งใส ก็อย่าให้มีความผิด ถ้าจับได้ก็ต้องถูกลงโทษ” นายกกล่าว







