posttoday
ต้านทุจริต...ต้อง ‘ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่’

ต้านทุจริต...ต้อง ‘ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่’

19 มกราคม 2558

ไม่มียุคใดที่คนในสังคมไทยทุกภาคส่วนจะตื่นตัว แสดงความรู้สึกไม่พอใจ และลุกขึ้นมาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังมากเท่ายุคนี้ จนกล่าวกันว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี หากช่วยกันจริงเรามีความหวังว่า ประเทศไทยจะโปร่งใส ไร้การทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงต่างๆ ได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่มียุคใดที่คนในสังคมไทยทุกภาคส่วนจะตื่นตัว แสดงความรู้สึกไม่พอใจ และลุกขึ้นมาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังมากเท่ายุคนี้ จนกล่าวกันว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี หากช่วยกันจริงเรามีความหวังว่า ประเทศไทยจะโปร่งใส ไร้การทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงต่างๆ ได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยในปี 2557 มีอันดับที่ดีขึ้น จากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ 175 ประเทศ ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 85 จากเดิมที่ 102 ด้วยคะแนน 38 คะแนน นับว่าดีขึ้น 3 คะแนนจากปีที่แล้ว และอันดับดีขึ้นถึง 17 อันดับ อยู่ที่ 12 จาก 28 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 3 จาก 9 ประเทศในอาเซียน

ดัชนีนี้แสดงให้เห็นว่า เริ่มปรากฏผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นจากการเอาจริงเอาจังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชน ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น

อย่างไรก็ตาม การจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ประเทศไทย “ใสสะอาด” อย่างแท้จริง ไม่เพียงใช้ความจริงจังในการปราบปราม ทำให้เกิดความกลัวถูกจัดการ แต่ต้องช่วยกัน “ถอนราก” ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มุ่งประโยชน์ตนโดยไม่สนใจว่าผู้อื่นและส่วนรวมจะเสียหายอย่างไร

ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมยังเห็นประโยชน์ส่วนตัวก่อนประโยชน์ส่วนรวม ย่อมสามารถ “เอาเปรียบ” ผู้อื่น และ “โกง” ได้เสมอ โดยมีเหตุผลข้ออ้างต่างๆ ทำสิ่งที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ถูกต้อง และปกปิดการกระทำของตนเพื่อเอาตัวรอด เรื่องที่คนในสังคมยังเห็นว่า เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และยอมที่จะทำผิดเพราะ “คุ้มค่า” โดยไม่คิดว่าเป็นการ “คอร์รัปชั่น” หรือทุจริต สมควรต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง

ยกตัวอย่างเช่น ในแทบทุกองค์กรจะมีพนักงานที่แสวงประโยชน์ส่วนตัวอยู่เสมอ อาทิ มาสายกลับก่อน ทำงานเช้าชาม-เย็นชาม ทำงานช้าแบบไร้ประสิทธิภาพ และใช้เวลางานหาประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คิดว่าเป็นการคอร์รัปชั่นเวลาทำงาน หรือการเอาของบริษัทไปใช้ส่วนตัว โดยไม่คิดว่าผิด หรือบางคนชอบอยู่ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น แต่เพียงต้องการค่าล่วงเวลา และมองว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ บริษัทไม่ได้เสียประโยชน์อะไรมากมาย “บริษัทรวยอยู่แล้ว แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก” ไม่คิดว่าเอาเปรียบองค์กรอยู่

ความคิดเช่นนี้ ทำให้เมื่อมีโอกาส “หาประโยชน์” ให้ตนเองมากขึ้น หลายคนจึงทำโดยไม่ลังเล ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งทำงานเป็นพนักงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อเข้าทำงานใหม่ๆ เธอได้รับมอบหมายให้ซื้อวัตถุดิบจากร้านค้าที่ซื้อเป็นประจำ เมื่อต่อรองและได้ลดราคาเรียบร้อยแล้ว เจ้าของร้านถามว่า จะให้ออกใบเสร็จแบบราคาเต็ม หรือราคาที่มีส่วนลด โดยบอกว่าพนักงานคนก่อนของบริษัทจะให้เขียนแบบราคาเต็ม เพราะจะได้เอาเงินส่วนลดนั้นมาเป็นของตน เจ้าของร้านบอกว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่อง “ปกติ” คนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมักทำแบบนี้กัน การสั่งซื้อสินค้าให้กับองค์กรจะให้ออกใบเสร็จรับเงินเต็มจำนวน และเก็บส่วนลดไว้ โดยไม่คิดว่าทำผิด เพราะตนสามารถต่อรองจนได้ส่วนลด ดังนั้น ส่วนลดจึงควรเข้ากระเป๋าตนเองได้...และมักใช้ข้ออ้างว่า “ใครๆ ก็ทำกัน”

เมื่อพนักงานที่เป็นลูกศิษย์ผมบอกว่า ให้ออกใบเสร็จตามราคาที่ซื้อจริง เจ้าของร้านทำหน้างงเล็กน้อย และหันกลับไปบอกลูกน้องในร้านว่า “ดูไว้...แล้วทำตามอย่าง หายากนะคนแบบนี้” และหันมาชมว่า “คุณเป็นพนักงานที่ซื่อสัตย์ดีจัง”

ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นให้ได้ผลจริง ต้องแก้ที่รากความเห็นแก่ตัว โดยการมีมุมมองความคิดที่ถูกต้อง สร้างจิตสำนึกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ละเลยที่จะจัดการกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องแม้เรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย เพราะถ้าเรายอมรับการทุจริตคดโกง แม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ย่อมเป็นไปได้ว่าจะมีโอกาสที่จะกระทำผิดในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นผมจึงให้นิยาม “คนดี” ในมุมมองที่แตกต่าง โดยมองว่า“คนดีคือคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว”

ผมจะแนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ให้ตระหนักว่า เรามีชีวิตเดียว ควรใช้อย่างมีคุณค่า สมศักดิ์ศรี อยู่อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างสิ่งดีให้สังคมมากที่สุด เราจึงไม่ควรอยู่เพื่อ “อัตตา” หรือตอบสนองความต้องการของตนเองอย่างเห็นแก่ตัว และไม่เพียงอยู่เพื่อ “ชีวา” หรือสนใจแต่ทำดีสร้างบุญกุศลให้ตนเอง โดยไม่สนใจส่วนรวม แต่ควรอยู่เพื่อ “ปวงประชา”

หากคนในสังคมยึดนิยาม “คนดี” ตามมุมมองของผม จะช่วยให้คนคอร์รัปชั่นน้อยลง เราต้องให้คนในสังคมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ไม่ยอมรับการทุจริต คอร์รัปชั่น แม้ในเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย

เพราะถ้าผู้มีอำนาจเพิกเฉย ไม่จัดการคนที่กระทำผิด เช่น ยอมให้เจ้าหน้าที่รับเงินใต้โต๊ะจากผู้รับเหมา หากำไรจากการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้ทำงานดี ใช้งานง่าย แม้หาเศษหาเลยบ้างก็ไม่เป็นไร การไม่จัดการย่อมนำไปสู่การสร้างความเสียหายให้องค์กรอย่างต่อเนื่อง และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ผิด ทำให้คนรุ่นต่อๆ มองว่าทำได้ ใครๆ ก็ทำกัน

ที่สำคัญ ต้องให้รางวัล ยกย่องชมเชยผู้ที่กระทำดี ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในองค์กร จัดการเด็ดขาดกับ “ผู้นำ/ผู้บริหาร” ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ผู้นำ/ผู้บริหาร ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่คนทั้งองค์กรหรือสังคมนั้นมองเป็นแบบอย่าง เป็นมาตรฐานความถูก-ผิดทางจริยธรรม จำเป็นต้องได้รับการประเมินและตัดสินขั้นสูงเสมอ ดังนั้น จึงไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้ ทั้งการจัดการคนทำผิด และการถูกลงโทษเมื่อกระทำผิด หากต้องการยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรม ค่านิยมใหม่ “โปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น” ให้กับคนในสังคม

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน