
ความผิดทางการเมือง
นิติรัฐคือการปกครองของประเทศที่ยึดถือกฎหมายเป็นกติกา ใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ ทุกประเทศทั่วโลกจึงปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย เผด็จการ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จะแตกต่างกันเพียงที่มาของกฎหมาย ถ้าเป็นประชาธิปไตย สภาผู้แทนซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนจะเป็นผู้ออกกฎหมาย ถ้าเป็นเผด็จการผู้มีอำนาจสูงสุดจะเป็นผู้ออกกฎหมาย
นิติรัฐคือการปกครองของประเทศที่ยึดถือกฎหมายเป็นกติกา ใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ ทุกประเทศทั่วโลกจึงปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย เผด็จการ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จะแตกต่างกันเพียงที่มาของกฎหมาย ถ้าเป็นประชาธิปไตย สภาผู้แทนซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนจะเป็นผู้ออกกฎหมาย ถ้าเป็นเผด็จการผู้มีอำนาจสูงสุดจะเป็นผู้ออกกฎหมาย
พวกคลั่งประชาธิปไตยจึงมักจะอ้างว่าเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด เพราะประชาชนเลือกผู้แทนมาออกกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง คนที่ออกกฎหมายก็คือคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ในสภา เรียกตัวเองว่าผู้ทรงเกียรติ ยิ่งการเมืองเลือกตั้งที่ต้องใช้เงิน จึงเกิดมีนายทุนพรรค การออกกฎหมายจึงย่อมเป็นไปเพื่อนายทุนพรรคมากกว่าจะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับที่ 4 เมื่อปี 2556 ที่สภาทาสออกกฎหมายเพื่อล้างผิดให้กับนักโทษหนีคดีที่เป็นนายทุนพรรค
เมื่อ 30 ปีก่อนผมจำได้ว่าประเทศเรามีกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติกว่า 7,000 ฉบับ กฎหมายในประเทศไทยเราจนถึงวันนี้ จึงน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นฉบับ
กฎหมายต่างๆ ที่ใช้บังคับอยู่นี้ในมุมมองของผมแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ กฎหมายทางอาญากฎหมายทางแพ่ง และกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองซึ่งรวมถึงทางการเมืองด้วย
การละเมิดกฎหมายในแต่ละประเภทจะมีผลแตกต่างกัน น้ำหนักที่ใช้ในการวินิจฉัยความผิดก็จะแตกต่างกันไปด้วย ตามสภาพของกฎหมายแต่ละฉบับแต่ละประเภท
กฎหมายทางแพ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ผลประโยชน์ ซึ่งรวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย โทษของกฎหมายในทางแพ่งจะถูกบังคับเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การยึดทรัพย์ การถูกขับไล่ การถูกบังคับ หรือกำหนดเรื่องภายในครอบครัวให้หย่าขาดจากกันให้มีอำนาจดูแลบุตร หลักเกณฑ์การตัดสินในทางแพ่งนั้น จะพิจารณาจากพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายเป็นหลักคือ ฝ่ายใดมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายชนะคดี ฝ่ายชนะคดีจึงอาจไม่ถูกต้อง 100% ก็ได้ แต่เมื่อมีหลักฐานที่ดีกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะคดี จึงได้มีคำพูดเปรียบเปรยไว้ว่า เป็นศาลาโกหก ใครโกหกได้เก่งกว่า แนบเนียนน่าเชื่อถือกว่า ก็เป็นฝ่ายชนะคดี
ความผิดในทางอาญาเป็นความผิดที่คนทั่วไปคุ้นเคย เช่น ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ความผิดในทางอาญาเป็นความผิดที่มีโทษ โดยรัฐเป็นผู้ลงโทษผู้กระทำผิดเพื่อให้สังคมอยู่ได้เป็นปกติสุข โทษตามประมวลกฎหมายอาญากำหนดไว้ตามมาตรา 18 มี 5 ประเภท คือ ประหารชีวิต-จำคุก- กักขัง-ปรับ-ริบทรัพย์ ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความผิดใดมีโทษ 1 ใน 5 ประการดังกล่าวถือเป็นความผิดทางอาญา
โทษตามกฎหมายอาญาเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล การลงโทษจึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษไว้ ในรัฐธรรมนูญก็จะบัญญัติรับรองสิทธิเอาไว้ว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ฉะนั้น หลักเกณฑ์ตัดสินความผิดอาญาหรือไม่ จึงต้องมีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้โดยปราศจากข้อสงสัย ว่าจำเลยทำความผิดจริง หากพยานหลักฐานไม่ชัดเจนพิจารณาแล้วยังมีข้อสงสัยจะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้กับจำเลย หลักการทางกฎหมายในการพิจารณาคดีอาญาเป็นเช่นนี้ตลอดมา
ความผิดประการที่สาม คือเป็นความผิดในทางปกครอง ซึ่งอาจแยกได้ 2 กรณี ความผิดของข้าราชการประจำกับความผิดในทางการเมือง ความผิดของข้าราชการที่จะลงโทษทางวินัย เช่น การพักงานการตัดเงินเดือน ให้ออก ไล่ออก ความผิดต่างๆ เหล่านี้ จะมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ว่า การกระทำอย่างไรจึงจะผิด กระบวนพิจารณาจะเป็นอย่างไร
การถอดถอนสมศักดิ์-นิคม-ยิ่งลักษณ์ ที่ สนช.กำลังพิจารณากันอยู่นี้ เป็นความผิดทางการเมือง โทษที่จะได้รับคือการถอดถอนออกจากตำแหน่ง และส่งผลให้ขาดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เป็นเหตุผลพื้นฐานที่เข้าใจได้ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเข้าใจง่าย ลองเปรียบเทียบกับห้างร้านเอกชน ถ้าพนักงานทุจริต ไว้ใจเรื่องการเงินไม่ได้ เจ้าของกิจการจะรับเข้าทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินอีกต่อไปหรือไม่
การทำงานทางการเมืองนั้น สำคัญยิ่งกว่าบริษัทห้างร้าน เพราะเป็นการบริหารเงินที่มาจากภาษีอากรของคนทั้งประเทศ โดยหลักการแล้วจึงย่อมต้องเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าคนทั่วไป ต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมในระดับสูง เพราะดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่ยังมีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะไปทำมาหากินอย่างอื่น จะไปรับใช้เทกระโถนให้นักโทษหนีคดีก็ไม่มีใครห้าม
เกณฑ์การพิจารณาลงโทษทางการเมือง จึงไม่ได้พิจารณาอย่างเข้มงวดเหมือนคดีอาญา โทษในการถอดถอนตามกฎหมาย ป.ป.ช. จึงใช้ถ้อยคำว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตส่อไปในทางทำผิดหน้าที่ผิดกฎหมาย
เกณฑ์การตัดสินจึงเบากว่าคดีอาญา เพราะเพียงแค่ “ส่อว่า” ก็เป็นความผิดแล้ว แม้จะยังไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม นอกจากนี้ความผิดทางการเมืองยังอาจเป็นความผิดทางอาญาด้วย เช่น กรณีของยิ่งลักษณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงถูกดำเนินการทั้งสองทางคือ ส่ง สนช.ถอดถอนและส่งอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
สนช.กำลังพิจารณาถอดถอน อันเป็นความผิดทางการเมือง ซึ่งมีหลักพิจารณาเบากว่าการพิจารณาของศาล สนช. จึงต้องพึงระลึกว่า เป็นหน้าที่ที่ท่านจะต้องกระทำ ท่านรับเงินเดือนจากภาษีอากรของคนทั้งประเทศ กรุณาอย่าใช้สิทธิ งดออกเสียง ซึ่งเป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ หรือความไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่ทำตามหน้าที่หรือไม่มีความสามารถทำหน้าที่ เกณฑ์การตัดสินของ สนช.ต่ำกว่าของศาลอย่างมาก พยานหลักฐานก็เป็นชุดเดียวกันที่ ป.ป.ช.นำเสนอ
หากวันนี้ สนช.ไม่ถอดถอน ย่อมแสดงว่า สนช.เห็นว่าบุคคลทั้งสาม ไม่มีพฤติการณ์ที่แม้เพียงส่อว่ากระทำผิด แล้วหากภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองพิพากษาว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนฟังได้ว่า มีความผิดให้ลงโทษตามกฎหมาย
สนช.จะอธิบายอย่างไร จะยังเอาหน้าตั้งอยู่บนบ่าได้อย่างสง่าผ่าเผยหรือ







