posttoday
ศธ.ต้องทบทวน อย่าผลักให้เด็กเป็นผู้แพ้

ศธ.ต้องทบทวน อย่าผลักให้เด็กเป็นผู้แพ้

16 มกราคม 2558

“ถ้ายึดพื้นที่เดิม เป็นครูแบบเดิม สอนหนังสือแบบเดิม เราจะทิ้งมรดกที่อัปยศไว้ให้กับแผ่นดินอีกเยอะมาก”

โดย...ธเนศน์ นุ่มมัน

“ถ้ายึดพื้นที่เดิม เป็นครูแบบเดิม สอนหนังสือแบบเดิม เราจะทิ้งมรดกที่อัปยศไว้ให้กับแผ่นดินอีกเยอะมาก” คือคำกล่าวของ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ต่อผลพวงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ครอบครัวในประเทศไทยกำลังถูกเปลี่ยนภายใต้กระแสสังคม หน้าที่โรงเรียนจึงควรทำให้เด็กเท่าทันความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น”

เนื่องใน “วันครู” 16 ม.ค. “ทิชา” ในฐานะครูของกลุ่มเด็กที่ต้องการโอกาสที่ 2 จากสังคม ยังคงยืนยันอย่างมั่นคงว่า โรงเรียนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เท่าทันยุคสมัย

“ครูต้องลดความคาดหวังจากนักเรียนที่ให้เรียนเพื่อแข่งขันและจบมหาวิทยาลัย ต้องใช้ความเป็นกลุ่มที่มีอยู่ เปลี่ยนโรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งความอุ่นใจและความเป็นมนุษย์ของเด็กๆ ตัวอย่างนี้เห็นได้จากบ้านกาญจนาภิเษก เมื่อเด็กคนใดคนหนึ่งมีปัญหาในชีวิตเราเอาปัญหานั้นไปบอกเล่าให้เด็กคนอื่นๆ และช่วยกันคิดหาทางออก พบว่านอกจากจะช่วยกันแก้แล้ว ไม่มีเด็กคนไหนนำปัญหาเพื่อนมา ล้อเลียนเป็นเรื่องตลกขบขัน”

“ถ้าโรงเรียนยังอยู่ในกรอบเล็กๆ เหมือนเดิม ก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่ผลักเด็กให้ออกจากโรงเรียนในฐานะของผู้แพ้”

ทิชา ระบุว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนปรับตัวช้ามาก ไม่เท่าทันกับปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปเปลี่ยนเจตนารมณ์ของครูให้สนองต่ออุดมการณ์แคบๆ ขณะเดียวกันก็สอนให้เด็กเชื่อฟังมากเกินไป เชื่องมากเกินไป จนบางครั้งทำให้ไม่คิดนอกกรอบ ทั้งๆ ที่สังคมในอนาคตไม่ได้ต้องการพลเมืองที่เชื่องมาก แต่ต้องการพลเมืองที่กล้าหาญ กล้าแลกเปลี่ยน กล้าทำความดี

“เราเห็นปลายน้ำของปัญหาจากเด็กที่เข้ามาอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก พวกเขาเป็นผู้แพ้มาจากโรงเรียนในระบบปกติ ที่พอได้โอกาสที่ 2 ก็ทุ่มเทมาก ทำแอนิเมชั่นหนังสั้นกันจนได้รางวัลมากมาย น่าคิดว่าทำไมเด็กกลุ่มนี้ต้องไปฆ่าคนกันก่อนแล้วถึงจะได้มาทำงานแบบนี้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความสูญเสียของครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นความสูญเสียของสังคม และหากยังไม่คิดเยียวยาพวกเขา มีแต่ความคิดว่าเด็กขนาดนี้ยังฆ่าคนได้ เพิกเฉยต่อเรื่องราว ในชีวิตพวกเขา เราก็ไม่มีโอกาสได้รู้ว่า สารตั้งต้นของปัญหานั้นอยู่ในห้องเรียน”

ทิชา กล่าวต่อไปว่า หลายๆ ปัญหาจากเด็กที่ได้พบนั้น กำลังส่งสัญญาณให้ ศธ.ทบทวนบทบาทของตัวเอง

“ความสำเร็จของการศึกษาที่เป็นอยู่เป็นภาพมายา ตอนนี้ประเทศไทยกำลังปฏิรูป กลุ่มที่ต้องถูกปฏิรูปก่อนคือ ศธ. อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีเรียนที่ทำให้เจตนารมณ์การสอนกลายเป็นต้องสอนเพื่อแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าไปถามครูอาจจะไม่อยากเข้าสู่กระบวนการนี้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ นโยบายที่คาดหวังจากตัวเด็ก ทำให้ครูไม่รู้สึกเป็นสุขกับการปฏิบัติภารกิจในการสร้างมนุษย์ จนลืมมองไปว่าชีวิตในโรงเรียนคือต้นทุนของความเป็นพลเมืองที่น่าจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีกว่า”

ทิชา กล่าวอีกว่า หากระบบการศึกษาล้มเหลว เพิกเฉยต่อต้นทุนความเป็นพลเมือง ก็ไม่อาจปฏิเสธถึงผลที่อาจจะตามมาในอนาคต

“หากเราโดดเดี่ยวคนคนหนึ่งทำให้ไร้ที่พึ่ง ไม่คิดเรื่องการสร้างโอกาสในชีวิตของพวกเขา ไม่ลงทุนในเชิงเฝ้าระวังเรื่องนี้ ก็ต้องรับผลของการกระทำร่วมกัน ไม่มีใครเดินทางผิดพลาดโดยไม่มีปัจจัยร่วมในสังคม ซึ่งบางครั้งควบคุมไม่ได้และเรื่องนี้มักจะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มผู้แพ้ในสังคมต้องตกอยู่ในสภาพที่เลือกไม่ได้ แต่ทำอย่างไรให้นักเรียนกลุ่มนี้เพียรพยายามที่จะออกจากปัญหาให้ได้”

ครูแห่งบ้านกาญจนาภิเษกรวบยอดความคิดว่า เด็กที่นี่มักจะบอกว่าพวกเขาสามารถคิดจนตกผลึกถึงปัญหาที่มีได้ เพราะที่นี่ไม่ได้เร่งให้พวกเขาพยายามเป็นคนดี เด็กที่นี่บอกว่ากลัวมากที่จะถูกเร่งให้เป็นคนดี นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ว่า คนเรานั้นมีจังหวะในการเปลี่ยนแปลงและเป็นเรื่องที่เร่งเร้ามากไม่ได้

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี